แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จป แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569

BBS รู้ลึก รู้จริง Behavior Based Safety


🔥แจกฟรี ❗️ อีบุ๊ค "รู้ลึก รู้จริง BBS " 

เขียนโดย " ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย" 

เล่าจากประสบการณ์จริงครับ มีทั้งหมด 6 บท 69 หน้า

🔸️บทที่ 1: ช่องว่างระหว่าง “ความรู้” กับ “พฤติกรรม”  

🔸️บทที่ 2: ทำไม BBS จึงล้มเหลวในองค์กร  

🔸️บทที่ 3: การสังเกตพฤติกรรม อย่างมีความหมาย  

🔸️บทที่ 4: การให้ Feedback ที่เปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง  

🔸️บทที่ 5: จาก Observation สู่การเปลี่ยนพฤติกรรม  

🔸️บทที่ 6: BBS ในหน้างาน — จากแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง  

📌นำไปใช้ได้เลย อ่านง่าย สบายตา ตัวหนังสือน้อย แต่ประโยชน์มาก 

แทนคำขอบคุณที่สนับสนุนตลอดมาครับ 

สามารถคัดลอกข้อความนี้ส่งให้เพื่อนๆในกลุ่มไลน์ได้ครับ


https://forms.gle/D5jt1giGxAKF5RLo6

ต้องการรับข่าวสารต่างๆ
แอดไลน์ @thesafetycoach

www.safetycoach.co.th

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

BBS อบรมแล้ว เหมือนเดิม


🌀สอน BBS แล้วแต่เหมือนเดิม

“รู้ว่าเสี่ยง”
แต่ก็ยังต้องขอลอง...
ไม่ใช่เพราะไม่รู้

แต่เพราะ…
“เขาไม่รู้สึก”

มนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนเพราะ “ความรู้”
แต่เปลี่ยนเพราะ 

“ความรู้สึก กับ ความเชื่อ”

เราอาจเคยพูดแบบนี้:

“มันอันตรายนะ อย่าหาทำ”
“ต้องใส่ PPE”
“ทำตามขั้นตอนสิ”

แต่คำถามคือ…
เขา “เชื่อ” ไหม?
เขา “อยากเปลี่ยน” ไหม?

ถ้าไม่…

✔ เขาทำตามตอนเราอยู่
❌ แต่พอเราไม่อยู่ เขาไม่ทำ

💡การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ

🔸️ต้องมีหลักฐานชัดเจน
🔸️ท้าทายด้วยเหตุผล
🔸️ตอกย้ำด้วยพฤติกกรรม
🔸️สร้างสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง
🔸️ชื่นชมสม่ำเสมอ

📌Coaching Question:

เรากำลัง “สอน”เพื่อให้ความรู้
หรือกำลัง “เปลี่ยนความเชื่อคน”?

BBS Trainer Mastery 
The Safety Coach : BBS

รายละเอียดหลักสูตร
https://www.safetycoach.co.th/attachments/view/?attach_id=295149

BBS คือ ความล้มเหลวเพราะ...


🌀“ทำไม BBS ถึงล้มเหลว”

หลายองค์กร
ทำ BBS มาหลายปี

แต่พฤติกรรมพนักงาน…ไม่เคยเปลี่ยน 

ยังไม่ใส่ PPE
ยังลัดขั้นตอน

ยังใช้เครื่องมือ 
ผิดประเภท ผิดวิธี 
และ ชำรุด

ทั้งที่มี
✔ Checklist
✔ Observation
✔ Training

แต่สุดท้าย…
อุบัติเหตุก็ยังเกิด

เพราะปัญหา คือ...

เรากำลังทำ BBS 
เป็นแค่ “กิจกรรม”
แต่ไม่ใช่ “วัฒนธรรม”

เราโฟกัสที่
“การติ๊กถูก”
มากกว่า
“การเปลี่ยนคน”

เราทำแค่ให้มี
เพราะบริษัทแม่สั่งมา

เราดูแต่ %SAFE มากเกินไป
จนไม่ได้ดูผลการแก้ไข

เราดูแต่ KPI 
ว่าต้องส่งให้ครบ

จนไม่ได้ดูว่า 
เขาทำแค่ให้มัน "เสร็จ"
หรือ ทำให้ "สำเร็จ"

และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือ…
เราคิดว่าเราทำ BBS แล้ว

ทั้งที่จริง…มันยังไม่เคยเริ่ม

📌Coaching Question:

ในองค์กรคุณ
BBS คือ “กิจกรรม” หรือ “วัฒนธรรม”?

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
BBS Trainer Mastery 

The Safety Coach : BBS

สนใจอบรม 
https://www.safetycoach.co.th/attachments/view/?attach_id=295149

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

BBS Train The Trainer


❌️คุณเคยไหม…
พนักงาน “รู้ว่ามันเสี่ยง”
แต่ก็ยังทำเหมือนเดิม

คุณเตือนแล้ว
สอนแล้ว
ประชุมแล้ว
กฎระเบียบก็มีแล้ว

แต่สุดท้าย…
❗พฤติกรรมไม่เคยเปลี่ยน

เพราะความจริงคือ…

👉 ความปลอดภัย
ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความรู้”
แต่มันคือ “พฤติกรรมมนุษย์”

สิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่พลาดคือ

❌ ใช้ “คำสั่ง”
แทนที่จะใช้ “การโค้ช”

🎯 นี่คือเหตุผลที่ผมสร้างโปรแกรมนี้

🔥 TRAIN THE TRAINER – BBS (Behavior-Based Safety)

เพื่อเปลี่ยนคุณจาก
“คนสอน” → เป็น “คนที่เปลี่ยนคนได้จริง”

💡 ในคอร์สนี้ คุณจะได้

✔ เทคนิคการโค้ชที่ทำให้พนักงาน “คิดเองและเปลี่ยนเอง”
✔ วิธีสร้างทีมที่ “กล้าพูดความเสี่ยง”
✔ เปลี่ยน BBS จากแค่กิจกรรม → เป็น Culture จริงในองค์กร

นี่ไม่ใช่แค่การเรียน

คุณจะได้…
✔ BBS Certificate นำไปใช้สอนได้จริง
✔ โอกาสร่วมงานกับ The Safety Coach
✔ ต่อเส้นทางเป็นวิทยากรสายนี้ระดับมืออาชีพ

⚠️ รับเพียง 10 คนเท่านั้น
เพื่อให้โค้ชได้ลึกจริงทุกคน

📍 จัดที่กรุงเทพ 3 วัน 

👉 ถ้าคุณอยากหยุด “สอนแล้วไม่เปลี่ยน”
แล้วเริ่ม “เปลี่ยนคนได้จริง”

พิมพ์ “สนใจ” หรือทัก Line: @thesafetycoach

สอบถามรายละเอียด 
089 678 4547

www.safetycoach.co.th


วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จป.วิชาชีพ กับ ภาษาอังกฤษ rev1. ตอนที่ 1

นับย้อนไป 12 ปี เมื่อเข้าสู่การเป็น "จป.วิชาชีพ"  แบบเต็มตัวครั้งแรก...ผมไม่คิดว่าคนโง่ๆอย่างผม...จะได้งานรวดเร็วขนาดนี้...

ผมได้งานเป็นคนแรกๆของรุ่น ผมได้งานใน บ.อินเดีย ปัญหาเรื่องงานกับผมแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะในชีวิตจริงมีเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่หลวง แสนสาหัสมากกว่านั้นก็คือ "ภาษาอังกฤษ"
ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เรียงประโยคไม่เป็น เขียนไม่รู้เรื่องศัพท์ดีๆไม่มีในสมอง สำเนียงเสื่อม ฟังไม่เข้าใจ และสื่อสารอะไรไม่ได้เลย 
พอทำไปทำมาสักปี ความชอกช้ำ น้อยเนื้อต่ำใจ มันก็ทะลักออกมา...ทนไม่ไหว จึงตัดสินใจ ลาออกดีกว่าเพราะผมฟังสำเนียงอินเดียไม่รู้เรื่อง และเริ่มตั้งเป้าหมายว่า
"ทุกบ.ที่สมัครต้องมีคำว่า (Thailand) " เพราะบริษัทเหล่านี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษ อยากลองทำงานกับฝรั่งบ้าง อาจจะคุ้นกับสำเนียงเขามากกว่าสำเนียงอินเดีย 
ในที่สุดความพยายามของผมก็เป็นผล ผมได้งานที่ใหม่เป็น EHS officer มีนายเป็นคนฝรั่งเศส แต่ผมก็ยังโง่เท่าเดิม...ไม่เข้าใจว่าเขาคุยอะไรกัน...
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า "ไม่ต้องโทษใครแล้ว เรานั่นแหล่ะที่เป็นปัญหา" ไม่อยากแก้ตัวอีกแล้ว... 
"กูน่ะห่วยสุดๆแล้ว...เป็นเอามากเลยล่ะ..."
เขามองว่าภาษาผมไม่ได้เรื่อง ไม่ต่างจากคนงานเท่าไร...สงสารก็เลยส่งผมไปเรียนแบบตัวตัวที่โรงเรียนสอนภาษา พอบ่ายปุ๊ปออกไปเรียนเลย  มึงไม่ต้องทำงาน ให้รีบไปเรียน และตั้งใจเรียนมากๆ... 
ไม่่นานนัก...ผมโชคดีมากที่ได้รับเลือกให้ไปเรียนงานที่ต่างประเทศ เขากำลังจะส่งผมไปเรียนระบบ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย ที่สวิตเซอร์แลนด์(บาเซิล) และอังกฤษ(แมนเชสเตอร์)  
เจ้านายใจดีมาก ถึงขนาดหาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้ผมในอังกฤษ อะไรช่างดีขนาดนี้ ผมเริ่มเห็นอนาคตแล้วว่า เราจะเก่ง เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ เราจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ...แต่โชคฃะตามันเล่นตลก... ฝรั่งที่นั่นไล่ตะเพิดไม่ให้ผมมา...เพราะเขาเคยคุยกับผมแล้ว...เขาไม่เข้าใจ...แถวนั่นเขาเรียกว่า...ไม่ได้เรื่อง...
สภาพจิตใจบอบช้ำ แสนสาหัส น้ำตาซึม ทำได้แค่เอามือปาดแก้มตัวเอง...น้อยใจในปมด้อย และชะตาชีวิตของตัวเองเป็นที่สุด ผมเริ่มท้อแท้หมดหวังกับชีวิต ไม่อยากจะอยู่ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากจะเจอหน้าใคร... แต่ไม่กี่วันถัดมา จุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง... 
กพ. 2004 เจ้านายส่งผมไป อบรมและทำ Workshop EHS ที่มาเลเซีย KL งานนี้เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ผมไปกับเพื่อนร่วมงานคนไทยอีกสองคน คนหนึ่งจบโทจากอเมริกา และทำงานที่นั่น 7 ปี สำเนียงอเมริกันล้วนๆ...ถ้าไม่ดูหน้านึกว่าฝรั่งที่ไหนมาพูดใกล้ๆ ส่วนอีกคนทำงานมา 10 กว่าปีในบริษัทต่างชาติ ภาษาเขาก็ดีเหมือนกัน...แล้วผมล่ะ...
ช่วงทำ Workshop ผมอยู่กลุ่มเดียวกับ ผู้เชี่ยวชาญจาก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และ ดร.จากเยอรมันอีกหนึ่งคน   ผมสารภาพตามตรงว่า "ผมฟังพวกมันไม่รู้เรื่องเลย" พอผมเอ่ยปากบ้าง...ฝรั่งตอบกลับด้วยคำที่สุภาพที่สุดว่า "Sorry I don't understand you" ทันทีที่ผมได้ยินประโยคนี้...แม้จะฟังไม่ชัดเจนนัก...แต่จิตใต้สำนึกของผมสั่งการก่อนที่สมองจะประมวลผล...คอที่ตั้งอยู่ร่วงลง มือชา...น้ำตาซึม...ต้องคอยกลืนมันลงไป...
กลุ่มทีทำงานกัน 4 คน ตอนนี้เหมือนมีแค่ 3 คน เพราะอีก 1 คนที่เกินมา มันไร้ค่า ไร้ประโยชน์ เกะกะ พูดไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง...จากจป.ที่เก่งที่สุดในบริษัท เคยได้รางวัลระดับจังหวัด สภาพตอนนี้ไม่ต่างกับหมาขี้เรื้อนหนึ่งตัวเท่านั้นเอง มันน่าทรมานใจมาก 3 วันที่ผ่านมา ผมไม่ได้พูดกับใครเลย สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้ผมเข้าใจว่าคำว่า "ส่วนเกิน"ได้ชัดเจนและดีที่สุด...
เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมรีบเดินไปคุยกับพี่คนนึงเขาจบที่อเมริกา อยู่ที่นั่นมา 7 ปี เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาของผม...เขาให้ประโยคเด็ดมาว่า "อย่ากลัว"  "คนที่ไม่กระโดดออกมาจากความกลัวจะไม่รู้จักความกล้า" จากนั้นผมก็มีความกล้ามากขึ้น ตัดสินใจเอาเงินที่หามาทั้งหมดมานับ ที่บ้าน พ่อ แม่ผม สงสารผมมาก และเห็นความตั้งใจจริงของลูก จึงช่วยสมทบทุนส่วนหนึ่ง ผมตัดสินใจทันที และตั้งเป้าหมายใหม่ว่า... 
"กูจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้...จากที่ต้องให้คนอื่นช่วยแปล...กูจะไปแปลให้พวกมันฟัง"
ผมรีบวิ่งไปหานายฝรั่งทันทีเลยและบอกว่า "ผมขอลาออกไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียครับ"  นายฝรั่งรีบดึงเอกสารมาเซ็นทันที...และบอกว่า... "รีบไปเลย คุณทำงานได้ดีมากนะปราโมทย์ แต่ภาษาอังกฤษคุณไม่ดี และเมื่อเรียนจบแล้วที่ไหนๆ ก็จะรับคุณ...เชื่อผม" จาก ความกลัวมันบีบคั้นผมจนเป็น...ความกล้า
เมื่อถึงซิดนีย์ ผมคบคนไทยน้อยมากเพราะอยากใช้ภาษาอังกฤษเยอะๆ เปิดวิทยุทิ้งไว้ทั้งคืน ดูหนังทุกวัน อ่านหนังสือทุกคืน เมื่ออยู่คนเดียวหรือเดินไปข้างนอกก็พูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตลอด จนบางครั้งฝรั่งหันมามอง  คงคิดว่าไอ้เวรนี้มันบ้าหรือเปล่า ผมนึกในใจว่า...มึงคอยดูไอ้บ้านี้ให้ดี...ไอ้บ้าคนนี้แล่ะจะมาคุยกับพวกมึง...
ภาษาผมเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมันเริ่มกลายเป็นความเชื่อมั่น แม้กระทั่งนอนหลับยังฝันเป็นภาษาอังกฤษเลย ในฝันแม่ผมยังคุยอังกฤษกับผมได้เลย...มันเหลือเชื่อมาก...
จากวันนั้นจนวันนี้ 12 ปีที่ผ่านมา...ผมรู้แล้วว่าภาษาอังกฤษเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิตทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องไปต่างประเทศเพื่อเรียนภาษานะครับ...แต่ไอ้คนที่ถูกฝรั่งไล่ตะเพิด ไม่ให้ไปเหยียบแผ่นดินของมันอย่างผม....มันสมควรไปจริงๆ
สุดท้ายนี้ผมสรุปได้ว่า... 
อาชีพ จป อย่างเราๆ ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะๆ อยากดูงานต่างประเทศ อยากอยู่ในบริษัทที่มีชื่อเสียง อยากพัฒนาตัวเองในระดับ World class... เราต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติ ถ้าใครภาษาอังกฤษดีก็จะได้เปรียบ...เวลาสัมภาษณ์งานในบริษัทเหล่านี้ 
บริษัทดีๆมีการแข่งขันสูงมาก  เพื่อนร่วมอาชีพเรา จบปริญญาโทกันเยอะ ถ้าเราไม่จบโท หรือเราจบโทเหมือนกัน มันก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นๆ... แล้วอะไรล่ะคือจุดขายของตัวเราที่จะทำให้ได้งานก็คือ "ความตั้งใจ ประสบการณ์ ผลงาน และภาษาอังกฤษครับ" เจ้านายต่างชาติทุกคนอยากได้คนที่คุยภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เรื่องงานไม่เท่าไรหรอกครับ เขาเตรียมพร้อมให้เราทำตามระบบอยู่แล้วครับ ว่าแต่เราพร้อมที่จะสื่อสารกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า?
เปลี่ยนปมด้อย...ให้เป็นแรงบัลดาลใจ...
เปลี่ยนจุดอ่อน...ให้เป็นจุดขาย...  
เปลี่ยนความกลัว...ให้เป็นความกล้า... 
เปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน...
ใครไม่เปลี่ยนความคิด...ชีวิตไม่เปลี่ยน...

บทความถัดไปผมจะมาเล่าเกี่ยวกับชีวิตที่ซิดนีย์ให้ฟังว่า... 
"คนโง่ๆ แบบผมไปทำอะไรไว้บ้าง แล้วผลลัพธ์คืออะไร?
คิดเห็นอย่างไร โดนหรือไม่โดน มาคุยกันได้ที่ 
Facebook 
https://www.facebook.com/pramoteo
www.pramoteo.com

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคสัมภาษณ์งานสำหรับจป.จบใหม่


ภาพ : www.top10for.com

เทคนิคเหล่านี้ผมเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ และการทีได้พูดคุยสัมผัสกับหลายคนที่สัมภาษณ์งาน (Interview) ในตำแหน่งนี้ ลองไปอ่านกันดูนะครับ

สุภาษิตนี้ยังคงใช้ได้หลายยุค หลายสมัย “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ในตำราพิชัยสงครามของซุนวู

น้องๆทราบมั้ยครับว่าเรา คือ Generation อะไร และ คนที่สัมภาษณ์เราเป็น Generation ใด เป็น Generation B หรือ X หรือ Y ด้วยกันก็ได้ แล้วแต่ละ Generation มีนิสัยเป็นอย่างไร

เราเป็นเด็กที่เกิด และเสพในยุคของ Technology I-phone, Black Berry, Android หลากหลายเทคโนโลยี และวัฒนธรรมสังคม ตลอดจนการเลี้ยงดูของครอบครัวแตกต่างกันไปจากอดีต เราถูกการตั้งเป้าหมายมาจากพ่อแม่ สมัยใหม่ที่มีความรู้มากขึ้น และวางแผนให้เรามาตลอด “เราคือ Generation Y ครับ “ ดังนั้นเรามีดีแน่นอน แต่สิ่งเหล่านี่ทำให้เราลืมไปว่า บุคลิกภาพ ความคิด ของเรานั้น เป็นที่พึงพอใจ ของนายจ้างหรือไม่ เพราะ Generation Y จะมี ไอเดียล้ำลึก ไปไกล ชอบออกนอกกรอบ หลากหลาย ภาษาสมัยใหม่ มั่นใจ อะไรก็ต้องไว กล้าแสดงออก เรียกเงินเดือนสูง (ก็เก่งนี่หน่า) อยากสำเร็จตามเป้าหมายโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เคยสังเกตเลยว่าคนสัมภาษณ์เรานั้นเขาเป็น Generation ไหน พี่ๆเขารับความเป็นเราได้หรือไม่ เข้าใจภาษาที่เราพูดหรือไม่
โดยปกติแล้ว Genration B จะเป็นคนตั้งกรอบ กติกา ต้องการคนปฏิบัติตามกรอบตามกติกาที่เขาตั้งไว้ และยึดหลักขนบธรรมเนียมเป็นหลัก ส่วน Generation X ก็จะอีกแบบหนึ่ง คือ มีความคิดในการที่จะประยุกต์ ค่อยๆแก้ไขกรอบที่ Generation B วางไว้ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ออกนอกกรอบอย่างดุดัน และยอมรับกับไอเดียใหม่ๆได้ แนะนำให้ไปหาซื้ออ่านได้ครับที่ร้าน SE-ED ครับ เรื่อง “Generation Y ร้ายจริงหรือ โดย เภสัชกรลือรัตน์ “ จะทำให้ รู้ว่า Generation Y อย่างเรารู้ต้องทำอย่างไร และพี่ๆ Generation B และ X ต้องการอะไรจากเราเช่นกัน จะได้เตรียมรบได้ตามที่ ซุนวูได้กล่าวไว้
เริ่มเลยดีกว่า แหล่งหางานของพวกเรา Generation Y หนีไม่พ้นบน Internet แน่นอน
1. เข้า website หางาน เช่น jobsdb.com/th หรือ nationejobs หรือ Jobtopgun หรือ ประหยัดหน่อยก็ไปเปิดตามร้านหนังสือ เปิดหนังสือพิมพ์ และจำบริษัทที่เราสนใจไว้ แล้วไป search ใน Internet พวกเรา Generation Y ไม่ยอมเสียเงินง่ายๆแน่ นิยมของฟรี
2. พิมพ์ลงไปในช่อง Search ว่า “Safety, HSE, EHS, SHE, จป, เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย” ก็จะเจอเยอะแยะไปหมด เพราะหลายคนรู้แค่คำว่า safety officer คำเดียว
3. Click ไปที่ ตำแหน่งที่เหมาะกับเรา จากนั้นเปิดบน แท็บ ใหม่ให้หมด (รูปด้านล่าง) แต่ถ้าเป็น supervisor หรือ manager ไม่ต้องไปคลิ๊กนะครับเขาไม่รับคนไม่มีประสบการณ์แน่นอน (แนะนำให้สมัครกับบริษัทที่ลงประกาศเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เพราะระบบค่อนข้างดี ทำงานคล่องตัวครับ)
4. ทำการ Click ไปที่ตำแหน่ง level ธรรมดา คือ ลงท้ายด้วย “Officer”และเปิดอ่านให้หมดเป็นหลายๆแท็บ เปรียบเทียบ เพื่อดูความต้องการของตลาด เขาต้องการอะไร
ภาพตัวอย่างเวปไซด์หางาน
ผมได้ทำการคัดคุณสมบัติหลักๆ (Qualifications) เฉพาะตำแหน่ง Safety officer ระดับธรรมดาที่นายจ้างได้กำหนดคุณสมบัติที่ต้องการไว้ดังนี้
ภาษาอังกฤษ
· Fluent in English
· Good command of written, spoken English language
· Good command in English
· Good command of English & Thai communication and computer literacy.
การพัฒนาปรับปรุงและ การประสานงาน
· Develop and implement EHS programs consistent with company EHS management system and all related local/national regulations and EHS requirements to ensure site security.
· Coordinated development of future planned safety &health programs
· Communicate with supply chain, production, R&D, material supplier, product stewardship, sales, IT related to EHS activities & requirements.
· Participate onsite facility surveys to determine needs safety improvements
ทัศนคติ บุคลิกภาพ การวางตัว
· Positive interaction with vendors, contractors, employees including management in order to enact facility safety goals and programs
· Service-minded with pleasant personality to initiate new relationships
· Professional in appearance & behavior
การอภิปราย บรรยาย นำเสนอผลงาน (ถ้าบรรยายภาษาอังกฤษได้ยิ่งดีใหญ่)
· Vertical and horizontal communication skill
· Safety training and evaluate training needs.
· Inspiring and energetic presenter

จากที่เห็นทั้งหมด สรุปได้ว่าสิ่งที่นายจ้างคาดหวังหลักๆ คือ เรื่องของ “ภาษาอังกฤษ, การพัฒนาปรับปรุงและ การประสานงาน, ทัศนคติ บุคลิกภาพ การวางตัว และ การอภิปราย บรรยาย ชี้แจงผลงาน (ทั้งไทย และภาษาอังกฤษ)” การได้งานส่วนใหญ่คนได้ภาษาอังกฤษก็มีเปอร์เซ็นต์ได้งานสูงกว่า
ข้อกำหนดเหล่านี้แทบจะไม่มีในหลักสูตรการเรียนเลยในการตอบคำถามให้ตรงใจ นายจ้างหรือผู้ให้สัมภาษณ์ ดังนั้นเราควรจะเตรียมตัวให้พร้อม ตามคำแนะนำต่อไปนี้
· รู้ว่าผู้สัมภาษณ์ต้องการอะไร จะตอบอย่างไรให้ตรงใจ และน่าเชื่อถือมากที่สุด และกระตือรือร้นที่อยากจะได้งาน แต่อย่ามากเกิน
· รู้ข้อมูลบริษัทอย่างละเอียด กระบวนการผลิต, การจัดการบริหารจัดการ, โดยเฉพาะวัฒนธรรมองค์กร และงานที่เขาจะมอบหมายให้เราทำ
· อันนี้เรื่องใหญ่หาข้อมูลมาให้ได้ด้วยว่าฐานเงินเดือนที่เขาตั้งไว้ให้ได้เท่าไร ไป search ใน google ได้อาจมีครับ อาจหาตำแหน่งวิศวกรก็ได้ ส่วนใหญ่ Safety จะมีเงินเดือนน้อยกว่า วิศวกรประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์
· หาข้อมูลของผู้ที่สัมภาษณ์ว่าเป็นคนอย่างไร เขาต้องการอะไรโดย ถามเพื่อน รุ่นพี่ คนรู้จักทีทำงานในนั้น หรือถ้าไม่มีจริงๆก็ลองหาใน google พิมพ์ว่า “ใครเคยสัมภาษณ์ที่บริษัท… “ มักจะไปเจอใน Pantip ครับ
· ให้ไวก็ถามพี่ๆ คนรู้จักที่ทำงานเกี่ยวกับการจัดหางาน หรือ Recruitment ถึงเทคนิค “สุดยอดวิธีคิด คือถามผู้รู้ครับ ไม่ต้องคิด ”
· เตรียมการแนะนำตัว หรือ Present เป็นภาษาอังกฤษให้คล่องแคล่ว สำเนียงให้งาม ออกเสียงให้ชัด (Pronunciation), เสียงสูงต่ำเป็นจังหวะ (Intonation), ศัพท์สวยๆ (vocabulary) และ ไวยกรณ์เป๊ะๆ (Grammar) อย่ากลัว อย่าอาย ถ้ากลัวและอาย อดแน่นอน ไปซ้อมได้ที่ Youtube พิมพ์ “Job Interview introduce yourself” ครับ

ภาพ : www.beegees82.tistory.com

คำแนะนำในวันสัมภาษณ์
· เตรียมตัวให้พร้อม นอนให้ไว หลับให้สนิท
· แต่งกายให้สุภาพ สีเสื้อที่สบายตาช่วยให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกผ่อนคลายเวลาสัมภาษณ์เรา เช่น สีฟ้าอ่อน ส่วนสีเทาไม่ค่อยดีเท่าไรเพราะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกหมองๆ ไม่สดชื่น
· หวีผมจัดแต่งทรงให้เรียบร้อย
· ดับกลิ่นตัวหมดจด
· ต้องไปก่อนเวลาอย่าน้อย 30 นาที
· ขณะสัมภาษณ์ต้องมีสติตลอดเวลา อย่าตื่นตระหนก
· ตั้งใจฟังคำถามให้ดี
· อย่าโกหก
· ยิ้มเล็กน้อย เวลาที่ฟัง และตอบคำถาม
· อย่าหยิ่งผยอง ไม่มีใครต้องการคนแบบนี้เขามาสร้างปัญหาให้องค์กรครับ
· อย่ากังวลว่าเกรดเฉลี่ยน้อยไม่ต้องกลัวครับ หลายที่ไม่ต้องการคนเก่งงาน แต่ว่าต้องการคนเก่งเรื่องคน และเขากับวัฒนธรรมองค์กรของเขาได้ครับ ปัจจุบัน EQ และทัศนคติที่ดีสำคัญกว่า งานเรียนรู้กันได้ และวิชาการตามกันทัน (ประสบการณ์ตรง คนที่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน สัมภาษณ์ที่เดียวกับผมขอเงินเดือนพอกัน แต่ผมได้งานครับ เพราะเราวางแผนมาดีกว่า ทั้งที่เราได้เกรดสู้เขาไม่ได้เลย)
· จำไว้เสมอว่า เขารับเรามาแก้ปัญหานะครับ เราต้องแสดงให้เขามั่นใจว่าถ้ารับเราแล้วเราแก้ได้ แต่ไม่ได้ไปสร้างปัญหาให้เขาซะเอง
· อย่าลืมถามอนาคตความก้าวหน้าอาชีพของตัวเองด้วยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรกับที่นี่ และดูสิว่านายเราเก่งมั้ย ฉลาดมั้ย มีกึ๋นหรือเปล่า มีอะไรที่สามารถเรียนรู้ได้ สอนเราได้บ้าง แต่ถ้าดูแล้วไม่ดี ไม่มีอนาคตปฏิเสธงานนี้ได้เลยครับ ไม่ได้มีผลดีต่อเรานักครับ
ภาพ : www.taringa.net

คำถามแปลกๆทีอาจจะเจอ
· คุณขอเงินเดือนมาขนาดนี้ ยกตัวอย่าง 18,000 บาท คุณจะทำอย่างไรให้เราได้กำไรมามากว่า 18,000 บาทที่เราลงทุนจ้างคุณไป?
· คุณเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการตั้งเงินเดือนของคุณ คุณมีดีอะไร?
· ถ้านายจ้างไม่สนับสนุนไม่ร่วมมือกับคุณแล้วคุณจะทำอย่างไร?
· ข้างในโรงงานน่ะ ดื้อๆ นักเลงทั้งนั้นคุณจะอยู่ได้เหรอ อายุงานเก๋าๆทั้งนั้น?
· คุณมีดีอะไรกว่าเพื่อนๆคุณที่จบมาเหมือนๆกัน
· ใครเป็นบุคคลต้นแบบของคุณ เขามีดีอะไร ? (อยากดูหน้าที่การงานในอนาคตของคุณ)
· เพื่อนสนิทของคุณนิสัยมันเป็นยังไงบ้าง? (อยากทราบว่าคุณเป็นยังไง)
· ถ้าพนักงานไม่ปฏิบัติตามที่คุณแนะนำคุณจะทำอย่างไร?
ท้ายที่สุดแล้ว การสัมภาษณ์งานการเตรียมตัวที่ดีที่สุดนอกเหนือจากจากที่เขียนไว้แล้วก็คือ “ต้องเตรียมรูปแบบการตอบในแต่สถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย หรือปรับเปลี่ยนตนเองได้ตามสถานการณ์ (dynamic situation)” และอย่าโอเว่อร์จนเกินไป จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองครับ การไปสัมภาษณ์งานควรไปสัมภาษณ์กับบริษัทที่เราอยากได้จริงๆ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่ายครับ แต่ถ้าต้องการเก็บประสบการณ์ก็เป็นอีกวิธีที่ดีครับ สัมภาษณ์มากประสบการณ์มาก
คิดซะว่าการสัมภาษณ์งานก็คล้ายๆกับเราไปจีบสาวนะครับ คิดเอาเองตามประสบการณ์ของแต่ละคน จีบยังไงจีบให้ติด มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไร
 ภาพ : www.iam.hunsa.com


แถมเพิ่มเติม
5 secrets of Job interview
โชคดีครับ ขอให้ได้งานดีๆทำทุกคนครับ

ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com