วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

การโค้ชเพื่อความปลอดภัย Safety Coaching

🌀การโค้ชเพื่อความปลอดภัย
ไม่ใช่การพูดสวยๆ อวยๆ
ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ

แต่คือ เครื่องมือของจป.ตัวจริงในโรงงาน

คุณจะได้เรียนรู้ว่า…

❌ ทำไมการ “สั่ง–บอก–เตือน–เขียนใบเตือน” ถึงไม่เคยยั่งยืน

✅ จะคุยกับหน.งานและพนง.อย่างไร ให้เขา อยากทำงานอย่างปลอดภัย

✅ เทคนิคโค้ชแบบใช้ได้ทันที หน้างาน โดยไม่ต้องเป็นโค้ชมืออาชีพ

✅ เปลี่ยนบทบาทจาก “จป.ที่มีแต่คนหลบหน้า” → เป็น “จป.ที่คนอยากคุยด้วย”

🎯 เล่มนี้เหมาะกับใคร
จป.วิชาชีพ / จป.รุ่นใหม่

🔸️คนทำงานสาย Safety, HSE, EHS

🔸️หัวหน้างานที่เบื่อการเตือนซ้ำ ๆ แต่พฤติกรรมไม่เคยเปลี่ยน

🔸️คนที่อยาก “เติบโตในสายงานความปลอดภัย” ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่

💡 สิ่งที่คุณจะได้มากกว่าหนังสือ

🔸️มุมคิดแบบ Safety Leadership

🔸️Framework การโค้ชที่เอาไปใช้คุยหน้างานได้ทันที

🔸️ตัวอย่างสถานการณ์จริง ที่คุณเคยเจอแน่นอน

🔸️ภาษาอ่านง่าย กระชับ เหมาะกับการอ่านบนมือถือ

📌ถ้าคุณเชื่อว่า…
ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของเอกสาร
แต่คือเรื่องของ “คน”

🫢หนังสือเล่มนี้
คือ "อาวุธลับ" ของจป.ยุคใหม่

👉 ทดลองอ่านการโค้ชเพื่อความปลอดภัย 

อ่านวันนี้ → ใช้ได้พรุ่งนี้ → เห็นผลในหน้างานจริง


#การโค้ชเพื่อความปลอดภัย
#safetycoaching

The Safety Coach : BBS
www.safetycoach.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

โรคจากการทำงาน โรคจากการประกอบอาชีพ

🌀โรคจากการประกอบอาชีพ 

เกิดจาก การสะสม
วันนี้อาจไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เดือนหน้าอาจไม่มีอะไรเปลี่ยน

แต่ปีหน้า…
เราอาจพบว่า เราหายใจติดขัดมากขึ้น

เราอาจพบว่าเราเริ่มได้ยินเสียงน้อยลง
เราอาจพบว่า เราเริ่มปวดหลังจนลุกไม่ขึ้น

ทั้งหมดนี้เกิดจาก สิ่งเล็กๆ ที่สะสมทุกวัน
เพราะร่างกายของเราไม่ใช่เหล็ก ไม่ใช่เครื่องจักร
ร่างกายมีขีดจำกัด

เมื่อถึงวันหนึ่งที่มันรับไม่ไหว 
โรคจะปรากฏให้เราเห็น

ตัวอย่างโรคจากการทำงานที่พบบ่อย

1️⃣ โรคระบบทางเดินหายใจ
– ปอดอักเสบ จากฟูมโลหะ ฝุ่นเชื่อม ฝุ่นไม้ หรือ ชื่อแบบทางการอื่น เช่น ซิลิโคซิส แอสเบสโตซิส อื่นๆ
– เกิดขึ้นช้าๆ จนวันหนึ่งเราหายใจติดขัด หายใจไม่ออดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

2️⃣ โรคหูตึงจากการทำงาน
– เสียงในโรงงานอาจดังเกิน 85 เดซิเบล (TWA)
– เราจะไม่ได้ยินเสียงลูกเรียก เสียงคนรัก หรือเสียงเพลงที่เรารักอีกเลย

3️⃣ โรคกล้ามเนื้อและกระดูก
– ปวดหลัง ปวดไหล่ จากการยกของผิดท่า
– จากความเมื่อยที่คิดว่า “เดี๋ยวก็ดีขึ้น” กลายเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อน

4️⃣ โรคจากสารเคมี
– แพ้ผิวหนัง ระคายเคือง เป็นผื่นเรื้อรัง
– บางครั้งรุนแรงถึงขั้นมะเร็งจากการสัมผัสสารเคมีอันตราย

นี่แหล่ะโรคจากการทำงาน มันไม่แจ้งล่วงหน้านะ

รู้แล้วป้องกันเถอะ จป.อยากบอก

#จปอยากบอก
#โรคจากการประกอบอาชีพBBS
The Safety Coach
พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568

JSA กับ JHA ต่างกันอย่างไร

JSA กับ JHA ต่างกันอย่างไร?

JSA (Job Safety Analysis) คือ การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย 

โดยชี้บ่งอันตราย และหากมาตรการป้องกันโดยเฉพาะเจาะจงในงานนั้นๆ 

เช่น งานขึ้นรูป มีหลายกระบวนการย่อย 

แต่มีงานเชื่อมที่เป็นกระบวนการย่อยที่เสี่ยงที่สุด จึงนำเฉพาะงานเชื่อม มาทำ 

โดย JSA เป็นสิ่งที่ทำ และ ทบทวนบ่อยๆ

JHA (Job Hazards Analysis) มีวิธีการเหมือน JSA 

แต่การค้นหาอันตราย และความเสี่ยง จะทำในภาพรวมของงานทั้งหมด  และ ทำไม่บ่อยเท่า JSA

JSA ใช้วิธีการจาก bottom-up ล่างขึ้นบน เพื่อค้นหาว่าผู้ปฏิบัติงานจะได้รับบาดเจ็บอะไร จากการทำแบบนี้

JHA ใช้วิธีการจาก Top-down บนลงล่าง

เพื่อค้นหาว่าผู้ปฏิบัติงานจะได้รับบาดเจ็บอะไรบ้าง จากภาพรวมทั้งหมด 

และ จากเบื้องบน การออกแบบ วิธีการทำ
งาน และ ผลกระทบต่างๆตามลำดับขั้น

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของทั้งสองอย่างก็คือ JSA จะโฟกัสไปที่งานที่เฉพาะเจาะจง 

ในขณะที่ JHA จะพิจารณาในภาพรวมของงาน 

จากการศึกษาของ Jeff Dalto พบว่า  50% เชื่อว่าทั้ง JSA และ JHA คือ สิ่งเดียวกัน

แค่เรียกชื่อแตกต่างกัน

เช่น โทเมโท หรือ โทมาโท มันก็คือ มะเขือเทศเหมือนกันนั่นแหล่ะ ดูยังไงก็ไม่ใช่ทุเรียน

การทำ JHA  หรือ JSA

ทั้ง 2 อย่าง มีความสำคัญที่จะช่วยทำให้เกิดความปลอดภัย

และแทบจะไม่ต่างกัน แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

โดยความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับงานที่เราเลือกมาวิเคราะห์นั้น

 วิเคราะห์ได้ถูกต้องหรือไม่ 

ทำเถอะ…ทำทั้ง 2 อย่างเลย ความปลอดภัย ทำยังไงมันก็ดี

#jsa 
#JHA
#การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย

ติดต่ออบรม JSA

The Safety Coach
พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้

JSA การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย Job Safety Analysis

JSA:  Jobs Saety Analysis
อบรมการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
JSA เข้าใจง่ายๆ ภายใน 5 นาที
วิทยากร JSA
ติดต่ออบรม www.safetycoach.co.th
โทร 0896784547

The Safety Coach
พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568

กฎความปลอดภัย vs ความเข้าอกเข้าใจ

ความปลอดภัย เอาอะไรเป็นตัวตั้ง?

น้องคนหนึ่งไม่สวมเข็มขัดกันตก 

ในฐานะที่เราเป็นหัวหน้า เราไปเห็น จึงสั่งให้ใส่เดี๋ยวนี้ เพราะเป็น”กฎระเบียบ” 

ปรากฏว่า ครั้งหน้ามาเจอก็ยังเจอปัญหาเดิมๆอีก 

เขาปฏิเสธที่จะสวมใส่ เพราะเราเอา "กฎระเบียบ"เป็นตัวตั้ง 

แต่หากเราลองเอา "ความเข้าอกเข้าใจ"เป็นตัวตั้ง 

วิธีการ Action มันก็แตกต่างออกไป

น้องครับไม่ทราบว่ามีสาเหตุอะไร จึงไม่สวมใส่เข็มขัดกันตกครับ?

พี่ครับพี่ดูสิ
มันย้อยลงมาถึงหัวเข่าผมเลย 

ทั้งๆที่เป็น Size S แต่มันคือไซส์ S ของฝรั่งนะครับ

ผมคนไทยตัวแค่นี้เอง 
พี่ช่วยเปลี่ยนไซส์เป็นของคนเอเชียได้ไหมครับ ?

ผมจะได้ใส่พอดีไม่เกะกะ 
ไม่เกิดอุบัติเหตุในการทำงานครับ 

ผมไม่ต้องการฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยครับ แต่ใส่แล้วมันทำงานไม่ได้ครับ

เราเห็นความแตกต่างไหมครับ ?

เมื่อเราเอาความเข้าใจเป็นตัวตั้ง เขาจะโดนตัดสิน และ หาทางออกอะไรไม่ได้เลย 

แต่เมื่อเราเอาความเข้าใจเป็นตัวตั้ง เราจะตั้งใจฟัง เราจะพยายามเข้าใจว่า 

เขาติดปัญหาอะไร แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ปฏิบัติตาม

"เมื่อเราอยากฟัง เขาก็อยากเล่า"

ทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจ 
และเข้าถึงปัญหาที่เขาเจอ 

รวมไปถึงเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมอีกด้วยครับ 

ถ้าคุณเอากฎความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง ผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้ 

แต่ถ้าคุณเอาความเข้าอกเข้าใจเป็นตัวตั้งผลลัพธ์จะแตกต่างออกไป 

The Safety Coach
พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้

"เพราะ 90%ของอุบัติเหตุเกิดจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ถ้าไม่รู้จักพฤติกรรมความปลอดภัย แล้วจะป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างไร"

"สร้างBBS 
สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย"

#ที่ปรึกษาBBS
#ผู้นำด้านความปลอดภัย
#Safetyleadership

The Safety Coach : BBS 
พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
www.safetycoach.co.th