แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BBS แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BBS แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564

ความปลอดภัยในการทำงาน ต้องเป็นอันดับ 1

ไม่จริงหรอก !

ที่บอกว่า ต้องให้ความปลอดภัยเท่าเทียมกับ ผลผลิต คุณภาพ ขวัญกำลังใจ และ ค่าใช้จ่าย

ครั้งหนึ่ง ผมเคยไปสอนหลักสูตรผู้นำด้านความปลอดภัย (Safety Leadership)

ปรากฏว่า ผู้บริหารท่านหนึ่งยกมือ แสดงความไม่เห็นด้วยกับผม!

ท่านบอกว่า ที่อื่นจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่นี่ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับ 1 

เพราะถ้าไม่มีความปลอดภัย ก็ไม่มีผลผลิต 
No Safety No Productivity


ท่านพูดต่ออีกว่า

ท่านเชื่อแบบนี้  การที่เราเอาความปลอดภัยนำหน้า

จะนำมาซึ่ง ขวัญกำลังใจที่ดี ผลผลิตก็ดี ต้นทุนก็ต่ำ คุณภาพก็ดีขึ้น

ท่านเห็นว่า ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับ 1 

ความปลอดภัย คือ ส่วนผสมหลักของธุรกิจ อย่าเข้าใจผิดๆว่าเป็นค่าใช้จ่าย

ธุรกิจที่ดีต้องมีความปลอดภัย 

No Safety No Productivity
ไม่มีความปลอดภัย ไม่มีผลผลิต

Safety Leadership
ผู้นำด้านความปลอดภัย

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
The Safety Coach
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย


สั่งซื้อหนังสือ

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ไม่กล้าเตือนข้ามแผนก

ไม่กล้าเตือนข้ามแผนก

พี่ท่านหนึ่ง 

เล่าความในใจให้ฟังว่า อยากจะบอก อยากจะเตือนความปลอดภัยข้ามแผนก 

แต่รู้สึกอึดอัด ไม่กล้าที่จะเข้าไปบอก ให้คนที่อยู่ต่างแผนก ปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย

เพราะกลัวว่า เขาจะโกรธ กลัวเขาจะไม่ชอบ เพราะเราไม่ใช่หน.งานของเขา 

พอผมได้ฟังแล้วผมรู้สึกดีมากๆ เพราะพี่ท่านนี้ มีทัศนคติที่ดีมาก เกี่ยวกับความปลอดภัย

แต่ผมไม่รู้หรอกว่า จะต้องช่วยยังไง 

จึงนำกระบวน"การโค้ช" มาช่วย

สุดท้าย พี่ท่านนี้ก็สามารถคิดได้เองว่า จะต้องให้ฝ่ายบริหาร ประกาศเป็น "นโยบายชัดเจน" 

ฝ่ายบริหาร ต้องนำเรื่องนี้มาคุยไปบ่อยๆ ว่าทุกคนสามารถช่วยกันเตือน ช่วยกันบอก ข้ามแผนกได้ 

และอีกหนึ่งอย่าง ที่ต้องทำก็คือ ผู้ที่ถูกเตือน หรือ ถูกแนะนำ ก็ต้อง"เปิดใจ"รับฟัง  

บางครั้ง การที่เราบอกวิธีการไปทั้งหมด อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา 

แต่หากเขานำสิ่งที่เราบอกไปใช้นั้น มันอาจจะไม่ดีที่สุดสำหรับเขา 

กระบวนการโค้ช จะเป็นวิธีการ ที่ทำให้ผู้ที่มารับการโค้ช สามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมด้วยตัวเอง 

โดยโค้ชจะช่วย ประเมินว่า วิธีการที่เขาเลือกนั้น เหมาะสมหรือเปล่า ? 

ด้วยการตั้งคำถาม รวมไปถึงช่วยกระตุ้นให้เขาได้ "ลงมือทำ" 

การลงมือทำ คือ บิดาของทุกสิ่ง และ ปัญญาที่แท้จริง ต้องเกิดจากการปฏิบัติ 

การโค้ชเพื่อความปลอดภัย วิธีการง่ายๆแต่ใช้ได้จริง 

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
The Safety Coach
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย


สั่งซื้อหนังสือ

หรือ สั่งผ่าน Shopee

แจกอีบุ๊คฟรี

#สอนออนไลน์สด
#ความปลอดภัย

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เส้นทางสู่ จป. มืออาชีพ...



ทุกวันนี้ มีหลายคนแชทเข้ามาถาม ไลน์มาคุย โทรมาปรึกษา และถามผมว่า... 
ถ้าอยากเป็นจป.มืออาชีพ ต้องทำอย่างไร...? 

ผมมักจะถามกลับไปว่า เป้าหมายชีวิตของคุณ คือ อะไร ? คุณเห็นภาพของคุณในอนาคตหรือยัง ถ้าเห็นแล้ว คุณเห็นมันชัดหรือเปล่า หรือยังไม่เคยเห็นมันเลย...?

ผมทำงานเป็น จป.วิชาชีพ มา 5 ปี  และเป็นที่ปรึกษาอีก 5 ปี ปัจจุบันตอนนี้กลายมาเป็นวิทยากร และนักเขียน...ชีวิตตอนนี้มีอิสระมาก ทำงานน้อย แต่ได้เงินเยอะ เพราะกระชากตัวเอง และครอบครัวออกมาจากชีวิตของการเป็นลูกจ้าง และงานประจำ... มีหลายคนอยากรู้ อยากทราบว่าทำได้อย่างไร...อยากมีชีวิตแบบนี้บ้าง...

ผมตอบกลับไปสั้นๆว่า...ให้ตั้งเป้าหมายชีวิต... 
ผมเคยอยากเป็น จป.วิชาชีพ ที่เป็นมืออาชีพ เก่งที่สุด ใครๆก็อยากได้ตัวไปทำงาน ต้องจ่ายแค่ไหนเขาก็ยอม 





ตอนนั้นจบมาใหม่ๆ ไฟแรงมาก แต่พอกลับมานั่งคิดๆดู ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น มีหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิต ทำให้ความคิดของผมต้องเปลี่ยนไป และต้องรีบพัฒนาตัวเองอย่างเร่งด่วน... 

ผมค้นพบว่าการพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด คือ 
ต้องหาบุคคลต้นแบบให้เจอ ต้องเข้าหาเขาให้ได้ และต้องทำให้ดีกว่าที่เขาทำ 

ดังนั้นคนไหนก็ตาม ที่เป็นบุคคลต้นแบบของผม ผมจะไปหาหนังสือของเขามาอ่าน มีกี่เล่มซื้อมาอ่านให้หมด ใน Youtube มีกี่ตอนเปิดมาดูให้หมด เขามีสัมมนาที่ไหนก็ไป ไปเรียน ไปถาม ไปฝากตัวเป็นศิษย์...

สุดท้ายผมค้นพบแล้วว่า...เป้าหมายชีวิตของผมไม่ใช่ จป.วิชาชีพ เพราะมันไม่ได้ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของผม ดังนั้นผมต้องเอาตัวของผมออกมาจากอาชีพนี้ให้ได้ และปรับทิศทางของสมองใหม่ให้ไปยังเส้นทางที่นำไปสู่เป้าหมายชีวิต




การมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนจะทำให้คุณรู้ว่า...
อะไรคือสิ่งที่คุณต้องทำ และมันมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่นำไปสู่เป้าหมายชีวิต...

ดังนั้นตอนนี้หลายคนที่กำลังจะเริ่มทำอาชีพ จป. และอีกหลายคนที่ทำอาชีพนี้มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ผมไม่ได้ให้ความหมาย หรือชักชวนให้คุณเลิกอาชีพนี้...เพราะเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน... 

ถ้าคุณรักในอาชีพ จป. คุณรักที่จะช่วยเหลือผู้คน คุณรักที่จะให้ทุกคนปลอดภัย และมันทำให้คุณมีความสุข ตอบโจทย์ชีวิตได้ ก็ทำไปเถอะครับ อาชีพนี้วิเศษจริงๆ ยิ่งใหญ่มาก ได้บุญ ได้กุศลเต็มๆ...แต่ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในงานด้านความปลอดภัย อยากเป็นมืออาชีพ คุณต้องตั้งเป้าหมายของงานให้ชัดเจนด้วยครับว่า...



ภาพแบบไหนที่คุณอยากเห็นในโรงงานของคุณ...

  • ทุกคนสวมใส่ PPE 
  • ทุกคนช่วยกันดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกัน 
  • ทุกคนมองว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำงาน 
  • ทุกคนปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน และนโยบายความปลอดภัยอย่างชัดเจน

จงรีบสร้างภาพเหล่านี้ขึ้นมาในเนื้อสมอง สร้างให้ชัด สร้างให้คมที่สุด คิดถึงมันทุกวัน ทำมันให้ดีขึ้นทุกวันๆ อ่านหนังสือให้มาก และหลากหลาย ทำให้มากกว่าคนอื่นๆเป็น 2เท่า 3 เท่า  แล้วค้นหาสิว่าไอ้คนที่เก่งที่สุด ดังที่สุดในเรื่องความปลอดภัยเรื่องนั้นๆคือใคร... 

เมื่อรู้แล้ว จงวิ่งเข้าหาเขา เข้าสัมมนาที่เขาสอน หรือไปหาหนังสือที่เขาเขียนมาอ่าน...แค่นี้พลังในการทำงานของคุณจะพุ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ใครที่ไหนมาเจอ เขาจะทนไม่ไหว ทนดูไม่ได้ รีบตามมาจีบ รีบมารับคุณเข้าไปทำงาน ต้องเพิ่มเงินเดือนกี่เท่าเขาก็ยอม... 



จำไว้เสมอว่า...

ถ้าอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน...จงทำให้คนอื่นได้ประโยชน์จากเรา...
และสิ่งที่เขาได้ไป...จะต้องเหนือความคาดหมาย...และยิ่งใหญ่กว่าที่เขาต้องการ...

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
ต่างที่คิด...ชีวิตจึงปลอดภัย...


ข้อมูลเพิ่มเติม...






วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พฤติกรรมความปลอดภัย เป้าหมายชีวิต ภาษาอังกฤษ ตอนที่1...


 


เมื่อ 23 พ.ย. 2555 ผมได้มีโอกาสกลับไปทดแทนคุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหิดล

ผมได้ไปบรรยาย
การปลูกฝังพฤติกรรมความปลอดภัย BBS (Behavior-Based Safety)
จากประสบการณ์จริง และบินไปศึกษาเพิ่มเติมจากต้นตำรับกับบริษัทที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในตำรา BBS ดีๆหลายเล่ม

ผมโชคดีมากที่ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงจากปรมาจารย์ชาวแคนนาดา วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้นำมาถ่ายทอดให้น้องๆทุกคนครับ

ตอนท้ายชั่วโมง
ผมได้แบ่งปันและเล่าประสบการณ์การทำงานด้านความปลอดภัยฯ อุปสรรคปัญหาต่างๆในการทำงานการทำงานกับผู้ใหญ่ การปรับตัว
และความสำคัญของภาษาอังกฤษจากประสบการณ์มากกว่า 10 ปี โดยตรงของผมที่ผมกระเสือกกระสนจากเมืองไทยหนีไปออสเตรเลียว่า...พลิกความคิด พลิกชีวิต เขาทำกันอย่างไร?



BBS (Behavior-Based Safety)

เป็นวิธีการที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยโดยอาศัยหลักการความปลอดภัย วิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง เข้มข้น เต็มระบบ

ผมเคยได้ยินหลายคนพูดว่า มันเป็นระบบที่ดีนะ แต่เอามาใช้กับคนไทยไม่ได้ ผมฟังแล้วเศร้าใจกับความคิดนี้มาก...


ลองนึกดู ถ้าเราบอกตัวเองทุกวันแบบนี้ บอกตัวเองคนเดียวไม่พอ ยังไปบอกกับชาวบ้านอีกว่า มันเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้หรอกทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำมันคงไม่มีทางเป็นไปได้เลย หรือไม่กล้าแม้แต่จะคิด....

ถ้าเชื่อแบบนี้จะทำอะไรก็ไม่มีทางสำเร็จ

ดังนั้นเปลี่ยนความคิดกันเถอะครับ


จำไว้ว่า

ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ คุณจะไม่มีทางลงมือทำ...
แต่ถ้าคุณคิดตรงข้ามกัน คุณจะไม่ได้ทำแค่คนเดียว...
จะมีหลายคนมาช่วยคุณ และลุยไม่เลิกจนกว่ามันจะสำเร็จ...

คนทั้งบริษัทจะตกตลึงกับความเก่งความสามารถของคุณ เลิกเถอะครับ การคิดตามความคิดของคนอื่น
โปรดอย่าได้เชื่อจนกว่าคุณจะได้ลงมือทำมัน

คุณจะไม่มีทางรู้โดยเด็ดขาดว่า
คุณจะบินไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ายังไม่เคยกางปีก
อุปสรรคยิ่งมากปัญหายิ่งเยอะ
แต่ถ้าแก้ได้ ผลลัพธ์ที่ได้คืนมา มันจะยิ่งใหญ่มาก



เชื่อผมเถอะครับ ฝรั่งนำ BBS ไปใช้จนประสบความสำเร็จได้ เขาก็คนเราก็คนแล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะครับ สมองคนไทยไม่ธรรมดานะ สุขภาพจิต อารมณ์ขัน และมีน้ำใจ 

แค่เอามาปรับ เอามาแต่ง เอามาปรุง เอามาใช้ให้เหมาะกับคนไทยก็ใช้ได้แล้วครับ

สำหรับ BBS สองชม.นี้ ผมไม่พูดอะไรมาก แต่ที่จำเป็นต้องพูดมาก คือ
การเปลี่ยนความคิด...

เปลี่ยนจากไม่ชอบกลายเป็นชอบ
เปลี่ยนจากไม่เชื่อกลายเป็นเชื่อ
เปลี่ยนจากอนตรายกลายเป็นปลอดภัย

สิ่งที่อยากให้เชื่อก่อนที่จะเข้าเนื้อหามีดังนี้ครับ
1. อุบัติเหตุและโรคจากการทำงานสามารถป้องกันได้
2. ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทุกคน
3. ผู้บริหาร หัวหน้างาน ต้องให้การสนับสนุน
4. ธุรกิจที่ดี ต้องมีความปลอดภัย
5. ทัศนคติที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
6. ความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขของการว่าจ้าง

เอาไว้ต่อตอนถัดไปนะครับ...
อ่านจบแล้วมาคุยกันที่...

www.pramoteo.com

ต่างที่คิด...ชีวิตจึงปลอดภัย...


วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จิตสำนึกความปลอดภัย ตอนที่ 3 : คุยกันดีๆก็ได้



ภาพ :dir.coolclips.com

ความเดิมตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 เราได้พูดถึง "การใส่ใจ ให้ความรัก และเทคนิคสังเกตความปลอดภัยไปแล้ว" และดำเนินเรื่องมาถึง กรณีศึกษาที่ 1 จากเหตุการณ์นี้

"พนักงานผสมสารเคมี ใส่ผ้าปิดจมูก และปฏิเสธที่จะสวมหน้ากากที่มีมาตรฐาน แต่อุปกรณ์อื่นๆใส่ครบหมด อย่างถูกต้องเราจะทำอย่างไร?"

ภาพ : www.moetama.biz


ตัวอย่างที่ 1

หัวหน้างาน : ใส่หน้ากากเดี่ยวนี้ เดี๋ยวถ้าผู้จัดการมาเห็นแล้วเดี๋ยวฉันจะเดือดร้อน
ลูกน้อง : ทำหน้า งงๆ?? แล้วก็ไปหยิบมาใส่
เมื่อหัวหน้าเดินจากไป : ลูกน้องก็ถอดออก และทำงานต่อไป...

จากตัวอย่างเบื้องต้นจะเห็นว่า

"สิ่งที่หัวหน้าทำคือสั่งอย่างเดียว เอาเหตุผลส่วนตัวมาบังคับให้ลูกน้องใส่หน้ากาก เพราะกลัวตัวเองจะเดือดร้อน แต่ไม่ได้แสดงความห่วงใยลูกน้องเลย" แล้วลูกน้องล่ะก็จะทำตามแค่ตรงน้ัน สักพักก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม คือ "ไม่ได้มีโอกาสพูดซักคำ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องใส่หน้ากาก ทำไมหัวหน้าต้องอารมณ์เสีย ฉันหน้าเหมือนบรรพบุรุษเขาหรือไง ฉันทำอะไรไม่ถูกต้อง ใส่หน้ากากแล้วมันจะช่วยอะไรฉันได้ ถ้าฉันไม่ใส่แล้วมันจะเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจ... งง ทำหน้าเหมือนหมาสงสัย" ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความปลอดภัยจากเหตุการณ์นี้กลายเป็นเป็นเรื่องล้มเหลว ไปซะแล้ว

มาดูสถานการณ์เดียวกันแต่การกระทำต่างกันบ้างครับ

ตัวอย่างที่ 2

ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com


หัวหน้างาน : สวัสดีสมชาย (ชื่อลูกน้อง)กำลังทำอะไรอยู่ เหนื่อยมั้ย?
ลูกน้อง : กำลังผสมทินเนอร์อยู่ครับพี่ ก็เหนื่อยเหมือนกันครับ
หัวหน้างาน : มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ เออนี่สมชาย! พี่เห็นสมชายใส่ PPE ครบเลยแต่ ทำไมไม่ใส่หน้ากากรองสารเคมีล่ะ
ลูกน้อง : โฮ้ยพี่ ผมไม่ใส่หรอก มันป้องกันไม่ได้ ใส่แล้วได้กลิ่นสารเคมีอยู่ดี ผมเลยไม่ใส่ดีกว่า
หัวหน้างาน : สมชายใส่มานานหรือยัง แล้วก่อนหน้านั้นใส่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ลูกน้อง : แรกๆมันไม่มีกลิ่นนะพี่ แต่สักอาทิตย์ผ่านไปมันได้กลิ่นเคมีฉุนมาก สู้ผมไม่ใส่ยังจะดีกว่าไม่รู้ไอ้เซฟตี้มันเลือกมาให้ใส่ ได้ยังไง
หัวหน้างาน : ถ้าได้กลิ่นสารเคมีนั้นหมายความว่าตลับกรองหมดอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนใหม่
ลูกน้อง : อ้าว!!! ทำไมไม่เห็นมีใครบอกผมเลย แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ใส่
หัวหน้างาน : ทำไมล่ะครับ
ลูกน้อง : มันหนัก หายใจไม่สะดวก เทอะทะ ใส่ลำบาก ผมก็ใส่ไม่ค่อยเป็นด้วย
หัวหน้างาน :ถ้าไม่ใส่หน้ากาก แล้วดมกลิ่นทินเนอร์ ทุกวัน ทุกวัน อะไรจะเกิดขึ้นกับคุณล่ะ
ลูกน้อง : หยุดนิ่ง คิดสักไปขณะหนึ่ง ผมเข้าใจแล้วผมคงอายุไม่ยืนแน่ๆเลยพี่ แล้วลูก เมียผมคงจะลำบาก แล้วก็บอกหัวหน้าว่า พี่ไอ้ตลับกรองรุ่นนี้ยังมีเหลือมั้ยพี่ ผมคิดได้แล้วว่าผมต้องเอามาใส่
หัวหน้างาน :ยังมีเหลือเดี๋ยวไปเบิกได้ที่สโตร์ แต่เดี๋ยวพี่จะหาตัวใหม่ที่ หายใจได้สะดวก น้ำหนักเบา ไม่เทอะทะ และให้ผู้เชี่ยวชาญเขาเข้ามาสอนให้ดีมั้ย เผื่อมีอะไรสงสัยจะได้สอบถามโดยตรงเลย
ลูกน้อง : ดีมากเลยครับ พี่ขอบคุณมากครับ
หัวหน้างาน :ไม่เป็นไร พี่ขอบใจสมชายเหมือนกันนะที่ทำให้รู้ว่าหน้ากากรุ่นนี้มันมีปัญหาอย่างไร ช่วยแนะนำเพื่อนๆด้วยล่ะ
ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com

จากตัวอย่างที่ 2 เราพบว่า

หัวหน้างาน : มีการทักทาย เป็นกันเอง เรียกชื่อ เปิดโอกาสให้อธิบาย ใช้คำถามให้ลูกน้องฉุกคิด ดำเนินการแก้ปัญหาให้ตามที่ลูกน้องต้องการ ลูกน้องมีโอกาสได้พูดคุยถึงปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกล่าวขอบคุณ

ลูกน้อง : รู้สึกว่าหัวหน้ามีความเป็นกันเอง ใส่ใจ เปิดโอกาสให้ได้อธิบาย ช่วยให้เขาคิดได้ และมีความจริงใจในการแก้ปัญหา



                                                   ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com
  
สรุป
คนส่วนใหญ่จะไม่ปฎิบัติตามถ้าไม่ทราบสาเหตุหรือเหตุผล (Talk to) การที่ไม่ต้องบอกอะไรเลยแต่ใช้การตั้งคำถาม (what if) ให้เขาฉุกคิดได้ได้เองดีกว่าการสั่ง หรือบอกไปซะทุกอย่าง การแสดงความเอาใจใส่ และใช้แรงเสริมทางบวก (positive reinforcement) ช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่ความปลอดภัยแบบยั่งยืนได้ (Behavior change)

คำถามที่เป็นประโยชน์

เราสังเกตเห็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัยแล้ว ทำอย่างไร

1. ทำเหมือนตัวอย่างที่ 1
2. เดินหนี
3. มองจ้องจนเขาหยิบหน้ากากมาใส่แล้วก็เดินไป
4. ทำเหมือนตัวอย่างที่ 2 แต่ไม่ทำตามที่สัญญาไว้

ตอนที่ 4 เราจะมาคุยกันเรื่องอะไรต่อ รออ่านได้นะครับ


ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com