แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยากรความปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยากรความปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย Pramote Opasmongkonchai คือ ใคร?

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

Strategic BBS and Safety Leadership Consultant | Executive Coach | Best-Seller Writer

หากคุณกำลังมองหาวิทยากรที่เพียงแค่ถ่ายทอดความรู้ คุณอาจมีตัวเลือกมากมาย

แต่หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญที่สามารถ 


เปลี่ยนพฤติกรรมของคน สร้างผู้นำด้านความปลอดภัย และยกระดับวัฒนธรรมความปลอดภัยขององค์กรได้อย่างเป็นระบบ 


นั่นคือสิ่งที่ผมมุ่งมั่นทำมาตลอดมากกว่า 25 ปี

ผมเชื่อว่า 

อุบัติเหตุไม่สามารถลดลงได้ด้วยกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด พฤติกรรม และภาวะผู้นำของคนในองค์กร

ตลอดเส้นทางการทำงาน ผมได้รับความไว้วางใจให้เป็น

วิทยากร ที่ปรึกษา และโค้ช ด้าน Behavior-Based Safety (BBS), Safety Leadership, Safety Coaching และ Team Coaching ให้กับองค์กรชั้นนำของประเทศไทยและองค์กรระดับโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม 

ไม่ว่าจะเป็นการผลิต พลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร ยานยนต์ เวชภัณฑ์ และโลจิสติกส์

ผมได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายใน งานสัปดาห์ความปลอดภัยแห่งชาติ ครั้งที่ 30 และครั้งที่ 32 

ในหัวข้อ Safety Perception: การสร้างการรับรู้ด้านความปลอดภัย และ Safety Leadership: ผู้นำด้านความปลอดภัย 

ซึ่งเป็นเวทีวิชาการด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของประเทศ

นอกจากงานด้านการพัฒนาองค์กร ผมยังเป็นผู้เขียนหนังสือ Behavior-Based Safety (BBS), Safety Leadership และ Safety Coaching 

ซึ่งได้รับการตอบรับจากบุคลากรด้านความปลอดภัยและผู้นำองค์กรอย่างต่อเนื่อง 

จนก้าวสู่การเป็นนักเขียน Best Seller ในสายงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย


ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมยังได้รับเชิญให้แบ่งปันมุมมองผ่านสื่อระดับประเทศ อาทิ Thai PBS, Mono29, FM101 และ WBTV 

เพื่อเผยแพร่แนวคิดด้านความปลอดภัยและการพัฒนาภาวะผู้นำให้กับสังคมในวงกว้าง

สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ของผมแตกต่าง ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย 



แต่คือการผสานศาสตร์ของ Behavioral Science, Coaching และ Facilitation เข้ากับประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม 

ทำให้ผู้เรียนไม่ได้เพียง "เข้าใจ" แต่สามารถนำไป "ลงมือทำ" และสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในองค์กร

สำหรับผม ความสำเร็จของการอบรมไม่ใช่เสียงปรบมือเมื่อจบหลักสูตร 

แต่คือวันที่หัวหน้างานกล้าโค้ช พนักงานกล้าดูแลกัน และความปลอดภัยกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรอย่างแท้จริง

เพราะเป้าหมายของผม ไม่ใช่การสร้างผู้เรียนที่เก่งขึ้นเพียงหนึ่งวัน 

แต่คือการสร้างองค์กรที่ปลอดภัยขึ้นในทุกวัน


ติดต่ออบรม/ที่ปรึกษา/โค้ชทีม

www.safetycoach.co.th

LINE @thesafetycoach

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

BBS Trainer Program วิทยากร BBS


ในวันที่อายุเยอะขึ้น ผมเริ่มมองเห็นว่า อะไรๆก็ไม่แน่นอน และเริ่มมองเห็นว่า เวลาของเรา "มีจำกัด"

ครั้งหนึ่งผมเคยได้ยินวิทยากรท่านถึงบอกว่า 

ที่เขาเขียนหนังสือหรือจัดสัมมนาก็เพราะว่า เขาไม่รู้ว่าเขาจะตายวันไหน 

เขารู้สึกว่า เขาเสียดายความรู้ที่ตัวเองมี 

ผมบอกได้เลยว่าผมฟังแล้ว"หมั่นไส้มาก" จริงๆดูแล้วน่าจะเพื่อผลกำไรของตัวเองซะมากกว่า

ผ่านมา 15 ปี ในวันนี้วันที่ผมมีอายุ 48 ปี

ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ที่วิทยากรท่านนั้นพูดมา มันคือความจริงครับสำหรับผม 

เพราะตอนนี้ผมรู้สึกแบบนั้นแล้ว

บางคนอ่าน ก็อาจจะหมั่นไส้ก็ได้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัจเจกครับ 

บางอย่างต้องอาศัยประสบการณ์ และอายุ ในการทำให้เรา เกิดการตกผลึก ในเรื่องนั้นๆจริงๆ...

จึงตัดสินใจทำหลักสูตรนี้ขึ้นมาครับเพื่อพัฒนา "วิทยากร ผู้สอน BBS" Professional BBS Trainer (Train The Trainer)

เพราะไม่รู้ว่าชีวิตเราจะ จบลงในวันที่เท่าไหร่ 

พระท่านสอนไว้ว่า 
"ที่ไหนมีชีวิต ที่นั่นมีความตาย"

ดังนั้น จะทำอะไร ก็รีบทำ... 

ผมจึงเชื่อว่าประสบการณ์ 25 ปี ในวงการอาชีวอนามัยที่ผมมีน่าจะมีประโยชน์ และทำอะไรให้กับประเทศนี้ได้อีกเยอะ 

จึงตัดสินใจ สร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมาครับ

ถามว่า ก็มีความกังวลเหมือนกัน ครับ เหมือนๆกับคนที่จัดสัมมนาทั่วไปว่า

ถ้าคนมาไม่ถึงจำนวน ก็อาจจะเข้าเนื้อ หรือ ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ ยิ่งสภาวะแบบนี้ด้วย

แต่ผมเชื่อว่า ถ้าไม่ลองลงมือทำ ก็ไม่มีทางรู้หรอกครับ ว่าจะมีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน 

แล้วจะไม่รู้เลยว่า ทุกวันนี้ผู้คนไว้วางใจเรามากเพียงใด 

วันนี้ผมพร้อมแล้วครับ กับการพัฒนา" วิทยากร BBS  มืออาชีพ" ในองค์กร

ยิ่งอยู่ในภาวะวิกฤต สิ่งที่จำเป็นต้องลงทุนมากที่สุดนั่นคือ "ความรู้"

เหมือนที่ Warren Buffet เคยบอกไว้ว่า

"การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดก็คือการลงทุนความรู้นั่นเอง"

📌สนใจรายละเอียดดูได้ในโปสเตอร์ด้านบนครับ

ปรึกษาขอข้อมูลเพิ่มเติม

หรือ LINE @thesafetycoach


วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ผมไม่กลัวตกหรอก

น้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า 

คุณลุงคนหนึ่ง กำลังขึ้นไปอยู่บน Nifty lift เพื่อไปทำงานบนที่สูง 

จึงเดินไปถามว่า ทำไมไม่ใช้เข็มขัดกันตก เพื่อความปลอดภัย 

เพราะที่ตัวถังรถ ก็มีสติ๊กเกอร์ติดอยู่ว่าให้สวมเข็มขัดกันตกทุกครั้ง

คุณลุงบอกว่า

ทำมาตั้งนานแล้ว ไม่เคยตกมาเลย เข็มขัดมันเกะกะ ไม่ตกหรอก

น้องคนนี้รู้ว่า

คุณลุงเป็นเบาหวาน และเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

จึงถามต่อว่า 

ถ้าสมมติว่า น้ำในหูไม่เท่ากันกำเริบ เวียนศีรษะ หรือหมดสติ ขณะที่อยู่ข้างบนจะทำยังไง?

คุณลุงตอบว่า

โอ๊ย ! ถ้ามันจะเกิดขึ้น ลุงรู้ตัวก่อนแล้ว ลุงไม่ขึ้นไปหรอกไม่ต้องห่วง 

พฤติกรรมนี้เกิดจาก 

คุณลุง ทำมาตั้งนานแล้ว ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ จนกลายเป็น "นิสัย" และเชื่อว่า ไม่เกิดอุบัติเหตุแน่ๆ

มหาวิทยาลัย MIT ได้ศึกษาเกี่ยวกับ กลไกในการเกิดนิสัยของมนุษย์ และพบว่าประกอบด้วย 3 อย่าง 

1. สิ่งกระตุ้น 
2. กิจวัตร 
3. รางวัล

ซึ่งในเหตุการณ์นี้ 

"กิจวัตร" คือ ทำงานบนที่สูงไม่ใช้อุปกรณ์กันตก 

"ตัวกระตุ้น" คือ สภาพแวดล้อมที่อยู่ และหัวหน้างาน ก็ไม่เคยว่าอะไร

"รางวัล" คือ ไม่มีอุบัติเหตุ เสร็จอย่างรวดเร็ว

คำถาม เพื่อแก้ปัญหา

1. เราจะแก้ไขกิจวัตรนี้อย่างไร ? 

2. เราจะใช้อะไรเป็นตัวกระตุ้นเพื่อกำหนดพฤติกรรมใหม่

3. รางวัลที่เราควรจะมีให้ จะต้องเป็นอะไร เพื่อให้เกิดความปลอดภัย 

คิดเห็นกันอย่างไร ช่วยเล่าสู่กันฟังครับ บนพื้นฐานของความสุภาพนะ

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
The Safety Coach
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย


ติดต่ออบรมความปลอดภัย
สั่งซื้อหนังสือ

หรือ สั่งผ่าน Shopee

แจกอีบุ๊คฟรี

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563

วิทยากรความปลอดภัยมืออาชีพ


พูดแล้ว ทำไมไม่สนใจ

การพูดให้คนฟังติดตาม เป็นเรื่องที่ฝึกกันได้ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องมีความรู้มากมายนัก

สำคัญสุด คือ ต้องรู้ว่า 

"คนฟังเป็นใคร เขาอยากรู้อะไร" 

แล้วเราก็ไปก็ศึกษา เข้าใจเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้ ให้เพียงพอที่จะทำให้เขาเข้าใจ

ผมโชคดีครับที่เป็น "คนโง่"

สมัยเรียนผมได้เกรดเฉลี่ย 0.86 ตก 5 วิชา ฟิสิกส์ เคมี ชีว ภาษาอังกฤษ 

รวมถึงวิชาพระพุทธศาสนา ศาสนาประจำชาติ ผมก็ตก

ด้วยความที่เป็นคนเรียนไม่เก่งนี่เอง 

จึงเข้าใจว่า พวกที่เรียนไม่รู้เรื่อง เกิดจากสาเหตุอะไร และ รู้ว่าจะพูดอย่างไรให้คนพวกนี้เกิดความเข้าใจ

ก็เอาตัวเองเป็นที่ตั้งนี่แหละครับ

พยายามพูดในเรื่องที่ง่ายๆ เรื่องใกล้ตัว แล้วค่อยๆเชื่อมโยง ไปยังเรื่องที่เราต้องการจะบอกเขา

แค่นี้ การพูดก็จะดีขึ้น ทรงพลังเข้าใจง่ายขึ้นแล้วครับ

ยกตัวอย่าง

ถ้าอยากให้ผู้เรียนทราบว่าออกซิเจน ต่ำกว่า 6 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร จะทำให้ หมดสติ เสียชีวิตได้

หากเราพูดลอยๆแบบนี้ มันก็ไม่ได้รับรสชาติ จืดชืด ไม่น่าฟังไม่เข้าใจ ไม่เกิดการจดจำ

สิ่งที่พูดตรงนี้ เราเรียกว่า "หลักการ" 

ถ้าเราเอาหลักการเป็นตัวนำ คนฟังส่วนมากจะไม่สนใจ 

สมองของคนเรา ต้องการอะไรที่มัน "เชื่อมโยง"

ให้เราเริ่มด้วยการเอาเรื่องง่ายๆ มาเล่า แล้วจับมาเชื่อมโยง 

จะทําให้การฟัง น่าฟัง น่าติดตาม และเข้าใจมากขึ้น

ยกตัวอย่าง

คนงานคนหนึ่ง รีบลงไปในบ่อน้ำ ซึ่งมีความลึก 50 เมตร เพราะ พรุ่งนี้ไม่ว่าง กลัวงานไม่เสร็จ

สักพักหนึ่ง ลูกชายของเขาก็ออกตามหา แต่หาไม่เจอ 

มาเจออีกที พบว่าพ่อ เสียชีวิตอยู่ในบ่อน้ำแล้ส

จึงปีนลงไปช่วย ลงไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง ก็ต้องรีบขึ้นมาเพราะ แน่นหน้าอก หายใจไม่ได้ 

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง จึงใช้เครื่องวัดก๊าซทำการตรวจวัด 

ปรากฏว่า มีปริมาณก๊าซออกซิเจนน้อยกว่า 6 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร

นี่เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เขาขาดอากาศหายใจ

การขาดอากาศหายใจ เกิดขึ้นได้ในบ่อน้ำ ที่ลึก ที่แคบ 

และถ้าออกซิเจนน้อยกว่า 6 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ทำให้สลบ และ เสียชีวิตได้

นี่เป็นตัวอย่าง การเล่าเรื่องง่ายๆ และ น่าติดตาม

ให้เราเริ่มต้นที่ Story ก่อน แล้วจบด้วยหลักการครับ

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ กับหลายๆคนที่ต้องเป็นวิทยากร(จำเป็น) หรือมีอาชีพเป็นวิทยากรอยู่แล้วนะครับ

#เส้นทางสู่วิทยากรความปลอดภัยมืออาชีพ

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้

ติดต่ออบรมความปลอดภัย

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
The Safety Coach Company Limited
www.pramoteo.com

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563

ในวันที่กรรมกร มีรายได้มากกว่า วิทยากร


ถ้าเลือกได้หลายคน อยากจะทำงานสบายๆ ไม่มีใครอยากจะทำงานหนัก ที่ต้องใช้แรงงานมากมาย ที่ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน ตากแดด ตากฝน ตากลม และรายได้ก็ไม่ได้มากมายนักเลย 

แต่วันนี้ คนที่มีอาชีพนี้ ที่เราเรียกว่า "กรรมกร" กลับมีรายได้มากกว่า วิทยากรบางคนด้วยซ้ำ 

หากวิทยากรคนนั้น มีอาชีพเพียงแค่ วิทยากรอย่างเดียว ที่เป็นรายได้ทางเดียว โดยต้องออกไปทำงาน ถ้าไม่ออกไปก็ไม่ได้เงิน 

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นวิทยากรด้านความปลอดภัย และทุกวันนี้ มีรายได้น้อยกว่า กรรมกร

งานที่ใช้แรงงาน ที่เราเรียกว่า กรรมกร เป็นอาชีพที่สุจริตครับ ผมไม่เคยดูถูกอาชีพใดๆทั้งนั้น ถ้าไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำผิดกฎหมาย และยกย่องด้วยครับ ที่ถึงแม้ว่าจะลำบาก เขาก็ไม่โกง ไม่หรอกใคร

ในช่วงสัปดาห์แรก รู้สึกแย่กับตัวเองมาก ที่งานถูกยกเลิกทั้งหมด จากคนที่ออกจากบ้านแทบทุกวัน แต่ตอนนี้ต้องอยู่บ้านทุกวัน 

รายได้ที่เข้ามา มีกินมีใช้ กลับกลายเป็นศูนย์ 

ผมพาครอบครัวมาอยู่กาญจนบุรี เดินเข้าไปออกกำลังกายในไร่อ้อยตอน 6โมงเช้า
 
ผมเห็นชาวไร่ กำลังขุดร่องน้ำสำหรับเปิดน้ำเข้าไร่ ผมถามเขาว่า ทำงานตั้งแต่กี่โมง?

ชาวไร่คนนี้ บอกว่า เขามาทำตั้งแต่ตี 4 แล้ว 

ผมย้อนกลับมาดูตัวเองว่า เขาได้เงินตั้งแต่ตอนตี 4 แต่เราเนี่ย เข้านอนแล้ว เรายังไม่ได้เงินเข้ากระเป๋าสักบาทเลย 

เรามิได้เพียงแค่มีรายได้ต่อวันน้อยกว่า กรรมกร เพราะตอนนี้ แม้แต่เกษตรกรเอง ก็มีรายได้มากกว่าเรา เขามีงานทำทุกวัน 

ฟังดูก็หดหู่กับตัวเองเหมือนกันครับ อาชีพกรรมกร และ เกษตรกร ที่หลายคนมองว่ามีรายได้น้อยที่สุด  

แต่กลับมีรายได้มากกว่าวิทยากรที่หลายคนที่คนส่วนใหญ่มองว่า มีรายได้ดี

จึงคิดว่า การที่เราจะรอให้จบวิกฤต แล้วจึงทำงาน เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย 

สิ่งที่เราควรทำตอนนี้ คือ พัฒนาตนเอง หาความรู้ใหม่ รวมถึง หารายได้ใหม่ๆ ในสภาวะวิกฤตแบบนี้ 

ทำให้เรานึกได้ว่า เราเองก็มี หนังสือที่เราเขียน โดยปกติ ผมเอาไว้แจกลูกค้า เรื่อยๆไม่รีบร้อน  

แต่ตอนนี้ ถึงเวลาที่ต้องเอามาขาย เพราะการอยู่เฉยๆ คือ การลดคุณค่าของตัวเองและ จะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร?

ส่วนตัว รู้สึกดีกับเหตุการณ์นี้ ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง 

การมีงานทำ ถึงแม้จะมีรายได้น้อย แต่การที่ไม่มีงานทำเลย และไม่มีรายได้เลยแย่กว่า

อะไรๆก็ไม่แน่นอน อยากมีอนาคตที่ดี ก็ต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

ท่านใดสนใจหนังสือที่ผมเขียน

สามารถสั่งได้ที่ www.pramoteo.com  หรือ LINE : @thesafetycoach
หรือ Facebook : The Safety Coach

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

โควิด-19 กระทบกับ วิทยากรอย่างไรบ้าง

จริงๆแล้ว ไม่ใช่เฉพาะอาชีพวิทยากรเท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบ แต่ แทบทุกอาชีพบนโลกนี้เลยทีเดียว ที่ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง

โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องพบปะผู้คน หรือ ที่รายได้ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกีฬา  คอนเสิร์ต งานมหรสพ ต่างๆ รวมถึงงานสัมมนาด้วย

งานสัมมนา หรือ การอบรมนั้น ย่อมหนีไม่พ้นคนที่เป็น วิทยากร นั่นเอง ที่รับผลกระทบเต็มๆ

ดังนั้น 

คนที่เป็นวิทยากรตอนนี้ มีรายได้ 0 บาท เพราะไม่สามารถออกไปพบปะใครได้

แต่บางคนก็หารายได้เพิ่ม ด้วยการทําคอร์สออนไลน์ หรือ ทำอะไรก็ตามที่สามารถถ่ายทอดความรู้ของตัวเองให้กลายเป็นเงินได้ ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ 

แต่สำหรับ วิทยากรที่เป็นคนนำกิจกรรมหรือ ทีม Team Building ต่างๆย่อมโดนหนักกว่าวิทยากรทั่วๆไป 

เพราะนักกิจกรรมเหล่านี้ จะต้องอาศัยคนจำนวนมาก มากๆ กิจกรรมจะมีการใกล้ชิดกัน สัมผัสกัน ร้องตะโกน หัวเราะ เฮฮา ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่ และ ต้องมีการจ้างทีมงานอีก

คนที่เป็นนักกิจกรรม สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็ทำได้เพียงออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำกิจกรรมต่างๆ 

หรือถ้าเขามีความรู้อะไรต่างๆ ที่มากกว่า การกิจกรรม ก็เอามาแชร์มาแลกเปลี่ยนได้ 
ซึ่งมันไม่ง่ายเลยนะครับในตอนนี้ 


ที่ผมเล่าให้ฟัง เพราะน้องๆหลายคนที่อยากจะเป็นวิทยากร จะได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ผมได้ประสบมาก่อน

จึงอยากจะแชร์ประสบการณ์บางอย่างให้ทราบ 

คำถาม 

ภายหลังที่จบวิกฤตโควิด-19 อะไรบ้างที่เราต้องเตรียมตัว หากวันนั้นเราเป็นวิทยากรแล้ว แต่ 5 ปีถัดมา ก็มีเชื้อโรคร้ายกลับมาอีก 

ส่วนตัวผมเอง ก็ได้รับผลกระทบมาเต็มๆ ช่วงที่เริ่มระบาดใหม่ๆ งานก็ถูกยกเลิกไป 10 งานครับ รายได้เหลือเท่ากับ 0 บาท 

แต่ค่าใช้จ่าย ก็ยังคงที่ครับ เพราะมีที่ต้องจ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว 

นาทีนี้ทำให้กลับมาทบทวนดูว่า การมีรายได้เพียงทางเดียวนั้น อันตรายสุดๆ 

เราต้องมีรายได้ทางอื่นๆด้วย ผมยังโชคดีที่ยังมีร้านค้าออนไลน์ ขายอุปกรณ์ PPE (www.esafetythailand.com) เล็กๆน้อยๆ 

รวมถึงเรายังมีทรัพย์สินทางปัญญา ก็คือหนังสือ 4 เล่ม และอีบุ๊คที่เรามีครับ แล้วยังมีความรู้ ที่พร้อมจะทำคอร์สออนไลน์ เพื่อหารายได้เพิ่มเติมได้อีก

ไม่ใช่มีเพียงสอนแค่เรื่องของเซฟตี้เท่านั้นเรื่องอื่นเราก็สอนได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูด การเขียน การสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต และถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ 

ที่เล่าให้ฟังไม่ได้ต้องการจะบอกว่าเรามีความสามารถมากมายนัก 

แต่กำลังจะบอกว่า 
"ทุกคนเกิดมาเพื่อประสบความสำเร็จ" 

เราทุกคน มีศักยภาพซ่อนอยู่ในตัว คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน สามารถดึงศักยภาพที่เขามีออกมาได้ เพราะเขาค้นหามันเจอ 

แต่คนที่ยังไม่เจอกัน เอากันตรงๆเลยนะครับ เขาไม่ตั้งใจที่จะค้นหาตัวเอง

ขออภัยถ้าต้องพูดแรงๆ เพราะว่าถ้าเขาเจอแล้ว ชีวิตของเขา ย่อมดีกว่านี้แน่ๆ 

แต่ถ้าเจอแล้ว ปราศจากการลงมือทำ ก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร 

การลงมือทำอย่างเดียว ก็ไม่เพียงพอ ก็ต้อง ลงมือทำให้มันสุดความสามารถด้วย จะได้ไม่มีข้ออ้างมาบอกว่า ลงมือทำไปแล้วแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ 

ผมขออนุญาตถ่ายทอดประสบการณ์ที่มี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อน้องๆ หรือท่านใดก็ตามครับ ที่จะเข้าสู่วงการวิทยากรและในวิกฤตเราจะอยู่ยังไงให้ได้และสำคัญมากๆ

อย่าลืมวางแผนเรื่องการเงิน และก็ ต้องมีทุนสำรองอย่างน้อย 6 เดือน ที่เราอยู่ได้โดยที่เราไม่ต้องทำงานไว้เป็นกรณีฉุกเฉินด้วยครับ 

ภาพ : bangkokpost

มูฮัม หมัดอาลี เป็นนักมวยที่โด่งดังมาก แต่โด่งดังมากจากการขี้โม้ตั้งแต่อายุ 20 

ตอนนี้เขาอายุ 50 แล้ว มีคนไปถามเขาว่ายังขี้โม้เหมือนเดิมไหม?

เขาบอกว่า ผ่านมา 30 ปีถ้ายังทำเหมือนเดิมยังเหมือนเดิม ก็หมายความว่าเราไม่ได้เรียนรู้เราอะไร เราไม่ได้พัฒนาตัวเราเองเลย

เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ตอนนี้ เราถูกน็อคดาวน์มาหลายอาทิตย์  

30-40 ปีที่ผ่านมาของเรา ความคิด ความเชื่อที่มี ก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย เพราะถ้าเราไม่เปลี่ยน เราจะถูกมันเปลี่ยน 

เหมือนสึนามิคลื่นใหญ่ที่พัดเราหายไปจนไม่เหลืออะไรเลย 

โชคดีทุกคนนะครับ

ปราโมทย์โอภาสมงคลชัย 

ท่านใดสนใจหนังสือที่ผมเขียน

สามารถสั่งได้ที่ www.pramoteo.com  หรือ LINE : @thesafetycoach
หรือ Facebook : The Safety Coach

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เทคนิคนำเสนอโครงการด้านความปลอดภัยให้โดนใจนายจ้าง



ปัญหาที่ จป. หลายคนเจอ คือ "การนำเสนอโครงการด้านความปลอดภัยไปแล้ว ไม่ได้รับการอนุมัติ" เช่น การจัดซื้อ PPE หรือ อุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ และ การปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด 

คำตอบที่เราได้ยินกันบ่อยๆก็คือว่า ไม่มีงบ ไม่มีเวลา ตอนนี้กำลังเร่งการผลิตไม่ว่าง มีวิธีการอื่นอีกมั้ย หรือ ทำไม่ได้หรอก

วันนี้ผมมีเทคนิคง่ายๆ ในการนำเสนอที่ได้ผล จากการพูดคุย โดยใช้เอกสาร และตัวหนังสือให้น้อยที่สุด โดยอาศัยเทคนิคจาก "การพูด และสื่อ"

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า มนุษย์จะรับรู้ได้ดี จากประสาทสัมผัสใดบ้าง


เราจะเห็นได้ว่า การมองเห็น และได้ยิน จะช่วยในการรับรู้ได้ดีที่สุด

ดังนั้น ถ้าต้องการที่จะโน้มน้าวคนได้ ก็ต้องให้ความสำคัญกับ 2 ประสาทสัมผัสนี้
นี่คือ อีก 1 เหตุผลที่ วิทยากร หรือ นักพูดหลาย คนประสบความสำเร็จ เนื่องจากเขาโฟกัสใน 2 สิ่งนี้

การที่จะนำเสนอโครงการด้านความปลอดภัยให้ได้รับการอนุมัตินั้น ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคนี้ คือ การพูด และ การใช้สื่อในประกอบการมองเห็น เช่น ภาพ วีดีโอ หรือ พาไปดูของจริง ไปดูงานกันเลย

ทักษะการพูด จะต้อง พูดจากจิตวิญญาณ โดยสิ่งที่เราพูด จะต้องเป็นสิ่งที่เราเชื่อสุดๆ ถ้าเราเชื่อสุดๆแล้ว น้ำเสียงและท่าทางของเรา จะออกมาได้ดีอัตโนมัติ

การใช้น้ำเสียงต้องชัดเจน ชัดถ้อย ชัดคำ เน้นเป็นคำๆ

คำพูดที่ใช้ ต้องพูดให้เห็นภาพได้ชัดเจน ถ้าพูดถึงอุบัติเหตุ ต้องพูดให้ผู้ฟัง รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆเลย

เนื้อหาที่นำมาพูด ต้องประกอบสิ่งเหล่านี้ ตามลำดับ

1. เป้าหมาย (อย่าเพิ่งบอก) 
2. หลักการ หรือ ความเชื่อ 
3. เหตุผล 
4. ตัวอย่าง 
5. ย้ำหลักการ
6. บอกเป้าหมาย

ลองมาดูกันนะครับ


ภาพ : TNN24


ผมมีความเชื่อว่า "รองบ เท่ากับ รออุบัติเหตุ" (หลักการ)

เพราะ หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุอย่างร้ายแรง ล้วนมาจากการที่เราให้ความสำคัญเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย มากกว่าความปลอดภัย  (เหตุผล)

เราคงเคยได้ยินข่าว เกิดเหตุเด็กตกลงไปในบ่อน้ำเก่าของโรงเรียน นักข่าวได้ไปสัมภาษณ์ ผอ.โรงเรียน ปรากฎว่า ผอ.บอกว่า ดิฉันเพิ่งเข้ามาทำงานได้ 3 เดือน และ ผอ.คนเก่าได้แจ้งไว้ว่า ให้ระมัดระวังด้วยว่า บ่อน้ำเก่านี้อันตราย ระวังเด็กจะตกลงไป ตอนนี้กำลังรองบจากรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาอยู่ แต่สายเกินไปเด็กตกลงไปตายซะก่อนที่งบประมาณจากรัฐบาล จะมาถึง (ตัวอย่าง)

ดังนั้น "รองบ เท่ากับ รออุบัติเหตุ" (หลักการ)

เราอยากให้เหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นพนักงานของเรามั้ยครับ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าภรรยาของลูกน้องของเรา มาถามว่า ทำไมสามีของดิฉันต้องมาตายที่นี่? หรือ ลูกเขามาถามเราว่า ทำไมพอผมไม่กลับมาแล้ว?  พวกเราจะตอบลูกกับภรรยาของเขาอย่างไร?


ภาพจาก : Manager.com

ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องจัดการเรื่องของการทำงานในที่อับอากาศอย่างจริงจัง และผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับการอบรมทั้งหมด (เป้่าหมาย หรือ สิ่งที่เราต้องการ)

อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?

บางครั้งลองนำเสนอ แบบไม่ต้องเขียนโครงการได้มั้ย? ลองขออนุญาตนั่งคุยกันดู เพราะ ผู้บริหารไม่ค่อยมีเวลาอ่านหรอก และการอ่านมันให้ความรู้สึก ไม่เท่ากับการพูดคุย ตามหลักการ เท่ากับการเห็นภาพ และการได้ยินหรอก 

นี่เป็นอีก 1 เหตุผล ที่ทำไมแต่ละบริษัทต้องมีพนักงานขาย มาพบลูกค้า แทนที่จะส่งแคตาล็อคมาให้เฉยๆ และมันก็กลายเป็นแค่กระดาษเปล่าไร้ค่า ที่ต้องทิ้งลงถังขยะไป

การนำเสนอโครงการด้านความปลอดภัย ก็คือ ทักษะหนึ่งของการขายนั่นเอง ลองไปศึกษาเพิ่มเติมนะครับ

เวลาที่ผมไปทำเซฟตี้ทอล์คโชว์ (Talk show) ในงาน Safety day หรือ งานสัปดาห์ความปลอดภัย (Safety week) ผมก็ใช้เทคนิคการสื่อสารแบบนี้ในการพูดครับ 

จึงมีงาน Talk show ด้านความปลอดภัย สม่ำเสมอ คนฟังใช้เวลาไม่นาน ได้ประโยชน์ ประทับใจ เกิดความบันเทิง เชิงสาระ เป็นที่พึ่งพอใจของคนจัดงาน และผู้ฟังเป็นอย่างดี


ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

ติดต่องานอบรม

www.pramoteo.com
Facebook : The Safety Coach : BBS 
LINE@ : @thesafetycoach

ติดต่ออบรมโทร 0896784547 หรือ 0859200710
 






วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

10 เคล็ดวิชา วิทยากรความปลอดภัยมืออาชีพ



ลังเลอยู่นานว่า จะเปิดสอนหลักสูตรวิทยากรความปลอดภัยดีมั้ย มีหลายคนทักมาว่า ไม่กลัวว่าจะเป็นการสร้างคู่แข่งเหรอ ผมบอกว่ากลัวครับ กลัวว่าตัวเองจะเป็น "คนเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ รู้แล้วกั๊ก ทักก็ไม่บอก"

ผมเชื่อว่า ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่อสร้างความสุข ความสำเร็จให้กับผู้อื่น

สมัยก่อนผมยอมรับนะครับว่า ผมเคยคิดแข่งขันมาตลอด ผลลัพธ์ที่ได้ คือ "มันทุกข์มาก วันๆคิดแต่จะเอาชนะผู้อื่น" และแล้วก็มาค้นพบสัจธรรมว่า  "การแบ่งปัน ดีกว่า การแข่งขัน"  ไม่เชื่อลองถามตัวเองดูนะครับว่า "คิดจะให้กับคิดจะเอา อันไหนมันสุขกว่ากัน"

จึงตัดสินใจจัดอบรมหลักสูตร 10 เคล็ดวิชา วิทยากรความปลอดภัยมืออาชีพ เมื่อ 10-11 ต.ค. 58 ที่ผ่านมา ที่ จ.ระยอง

แต่แล้วก็ทำเรื่องผิดสัญญากับผู้เรียนจนได้ เพราะผมประกาศว่าจะรับแค่ 10 คน
ปรากฎว่าดันเกินมา 2 คน แต่เห็นใจว่าที่เขาอุตสาห์บินไกลมาจากหาดใหญ่ เพื่อมาเรียน และอีกท่านก็ตะบี้ตะบันมาจากสิงห์บุรี เพื่อมาเรียน ดีใจครับที่เจอคนเอาจริง

และโชคดีมากที่มี อ.เชษฐา ธนะโสภา มาช่วยเป็นผู้ให้คำแนะนำให้กับผู้เข้ารับการอบรมทุกคน และมาแชร์เทคนิค ประสบการณ์ต่างๆมากมาย งานนี้คุ้มเกินคุ้มครับ


10 เคล็ดวิชาวิทยากรความปลอดภัยมืออาชีพ ถ้าจะอธิบายทั้งหมดคงเปลืองเนื้อที่ไม่น้อย และไม่พอแน่ๆ ผมขอพูดคร่าวๆแล้วกันว่า แก่นที่ผมสอน คือ
  • การสร้างความเชื่อมั่น
  • การทำตัวให้มีคุณค่า
ความเชื่อมั่น สำคัญที่สุด เพราะอาชีพนี้ "เน้นความน่าเชื่อถือ" ถ้าเราเองยังงงๆ มึนๆ ไม่เชื่อมั่นในตัวเองยากนะครับ ที่คนอื่นจะเชื่อเรา คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จะนับถือตัวเองมาก เขาจะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องสุดๆ ดังนั้นความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ผมเน้นตรงนี้มากที่สุด เพราะผมเชื่อว่า "คนที่มีความเชื่อมั่น ทำอะไรก็สำเร็จ"

คุณค่า คือ สิ่งที่ทุกคนปรารถนา ดังนั้นถ้าเราเป็นวิทยากร เราอยากให้ทุกคนต้องการฟังในสิ่งที่เราพูด เราก็ต้องทำตัวให้มีคุณค่า การทำตัวให้มีคุณค่า ไม่ใช่เรื่องยาก จงทำให้ผู้คนได้ประโยชน์จากเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ วิธีคิด หรือแม้การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง



ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไมวิทยากรบางคน จึงมีคนเข้ามากราบ มากอด มาขอถ่ายรูป มาขอลายเซ็น วิทยากรเหล่านี้ คือ วิทยากรที่มีคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสิ่งที่เขาพูด สามารถเปลี่ยนชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งได้ นั่นคือ คุณค่าที่ผู้ฟังได้รับไปสุดๆ

ถ้าเราจะเป็นวิทยากรความปลอดภัยมืออาชีพ ต้องถามตัวเองก่อนนะครับ ว่า "2 สิ่งนี้ เรามีมั้ย"

เทคนิคที่ผมใช้ในการพัฒนาตัวเองในการพูด คือ ผมวิ่งเข้าหาวิทยากรมืออาชีพเท่านั้น ศึกษาสไตล์การพูดของเขา หรือดูจากยูทูป มีโอกาสก็ไปเข้าเรียนไปทำความรู้จัก แล้วก็นำความรู้และเทคนิคนั้นๆ มาต่อยอด

ดังนั้น ถ้าคิดจะลงเรียนอะไรก็ต้องดูด้วยว่า คนที่มาสอนเรา เขามีทักษะ และประสบการณ์จริงในเรื่องนั้นๆมั้ย ถ้ามีจะดีมาก เพราะ "ทักษะสำคัญกว่าความรู้" แต่ถ้าไม่มี หรือมีน้อย ประโยชน์ที่เราได้ก็จะน้อยลงไปด้วย

วิทยากรความปลอดภัยมืออาชีพ รุ่นที่ 1

ผมไม่ได้หมายความว่า คนที่ไม่เคยทำงานด้านความปลอดภัยมาก่อน จะสอนหลักสูตรวิทยากรความปลอดภัยไม่ได้ แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าผู้สอนมีประสบการณ์ในการเป็น จป.วิชาชีพมาก่อน และอาชีพหลักของเขาถือการสอน

มนุษย์อยากจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเขาอยากจะเป็น...


สำหรับท่านที่สนใจ รุ่นที่ 2 เราจะจัดกันอีกทีใน กทม.

วันที่ : 21-22 พ.ย. 2558
เวลา : 9.00 - 16.30 น.
สถานที่ : โรงแรม St.James สุขุมวิท 26 กทม.


www.pramoteo.com