แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จป.วิชาชีพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จป.วิชาชีพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

จป.วิชาชีพ ไปทำงานเมืองนอกได้มั้ย

จป.ไปทำงานต่างประเทศได้มั้ย?
หลักสูตรอาชีวอนามัยฯของเรา เป็นที่ยอมรับหรือเปล่า?

จากประสบการณ์ของผม ผมก็เห็นจป.หลายคน ที่จบอาชีวอนามัยฯ ป.ตรี หรือ ผ่านการอบรม จป.มา 

ได้ไปทำงานต่างประเทศจำนวนไม่น้อยนะครับ 

ไม่ว่าไปทำงานที่ เยอรมัน ออสเตรเลีย อเมริการ สิงคโปร์ จีน และตะวันออกกลาง 

หลายคน  ก็ไปทำงานเป็น Safety officer หรือ Safety Manager ได้ทั้งนั้น 

ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เขาเน้นคนมีประสบการณ์ คนมีผลงาน และ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี 

อ่านอีกครั้งนะครับ 
"สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี"

เพราะในบางประเทศเอง ก็ไม่มีกฎหมายบังคับ เรื่องของการต้องมี จปว. ในสถานประกอบการ 

เว้นแต่ว่าบางงาน ก็ต้องผ่านการเรียน หรือ การอบรมเฉพาะด้านมา จึงจะให้มาทำงานได้ เช่น

ต้องมีวุฒิบัตร Certified industrial Hygienist (CIH) หรือ  The National Examination Board in Occupational Safety and Health (NEBOSH ) 

ตามเงื่อนไขที่บริษัทต้องการ

หากมีคุณสมบัติเหล่านี้ ก็จะง่ายขึ้น ที่จะไปทำงานต่างประเทศได้ 

แต่ถ้าภาษาอังกฤษยังงูๆปลาๆ ก็คงไปได้ไม่ไกลนัก

น้องคนหนึ่ง 

ภาษาอังกฤษค่อนข้างดี เรียน ป.โท สุขศาสตร์อุตสหากรรม ของ ม.แห่งหนึ่ง มาปรึกษาผมว่า 

พี่โมทย์คะ 

หนูได้งานทำค่ะ เขาให้ไปเป็น Safety officer ไปคุมงานก่อสร้างที่สิงคโปร์ 2 ปี 

แต่หนูยังเรียนโท ไม่จบเลย หนูควรทำอย่างไรดีคะ ?

กลับไปเรียนต่อ หรือ ไปทำงานที่สิงคโปร์ดี ?

ผมไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับเธอ แต่ผมให้คำถามว่า 

การไปทำงานที่สิงคโปร์ มีข้อดีอะไรบ้าง?

น้องตอบว่า

1.ได้ประสบการณ์
2.ได้พัฒนาภาษอังกฤษ 
3. ได้หัดภาษาจีน
4. ได้ปลดหนี้ที่บ้าน
5. อาจจะได้สามีกลับมาด้วยค่ะ

แล้วถ้าน้องกลับมาเมืองไทย 
น้องคิดว่า น้องหางานทำในเมืองไทยยากมั้ย?

ไม่ยากเลยคะพี่โมทย์ เพราะหนูมีประสบการณ์ 
และ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีด้วยค่ะ

น้องตัดสินใจได้หรือยังครับ?

ขอบคุณค่ะพี่โมทย์ 

หนูจะไปดรอป ป.โท ไว้ก่อน ถ้าดรอป ไม่ได้ ก็ทิ้งไปค่ะ แล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ 

หรือ อาจจะไม่ได้กลับมาเรียนแล้วก็ได้ค่ะ 

เพราะตอนนี้ หนูเชื่อว่า บริษัทต่างๆ ต้องการประสบการณ์มากกว่าค่ะ 

โอกาส ถ้าปล่อยผ่านไป 
โดยเราไม่รับมันเข้ามา 

มันก็เหมือนกับอากาศ 
ซึ่งมีความสำคัญมาก 

แต่เราไม่เคยรู้สึก 
หรือ ให้ความสำคัญกับมันเลย

อ่านถึงตรงนี้แล้ว 

ผมเชื่อว่าหลายคน พอจะนึกออกแล้วนะครับว่า 

เรียนอะไรบ้าง เรียนแค่ไหน จึงจะไปทำงานที่ต่างประเทศได้

คำถาม
1. ความสามารถ และ ประสบการณ์ของเราเป็นอย่างไร?
2. ภาษาอังกฤษ มีความสำคัญมั้ย?
3. ภาษาอังกฤษเรา ดีพอหรือเปล่า?

เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

หากใครเคยอ่านหนังสือ 
"ต่างที่คิด พิชิตภาษา" ของผมแล้ว 

น่าจะเข้าใจดีครับ :)

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้ 
The Safety Coach

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย


ติดต่ออบรมความปลอดภัย
สั่งซื้อหนังสือ

หรือ สั่งผ่าน Shopee

แจกอีบุ๊คฟรี

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564

จบอาชีวอนามัยฯมา ไม่ต้องเป็นจป.ก็ได้

ในโลกปัจจุบัน หลายคนทำงานไม่ตรงกับสาขาที่จบมา 

บางสาขาจบมา 50 คน คงเป็นไปไม่ได้ ที่คน 50 คน จะทำอาชีพที่ตัวเองจบมา เหมือนกันทุกคน

เพราะทุกคน ล้วนเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่ติดตัวมาต่างกัน

แต่ด้วยกลไกทางการศึกษาและสังคม ทำให้เรายึดติด และเชื่อว่า เราเรียนด้านนี้มา เราต้องทำงานด้านนี้ 

ซึ่งจริงๆแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ 

ล้วนทำใน "สิ่งที่ตนเองรัก" 

หรือ เมื่อเขาเห็นโอกาสใหม่ๆ แล้วตัดสินใจ รีบพัฒนาตัวเองให้ชำนาญในสิ่งนั้น จนสิ่งนั้นกลายเป็นสิ่งที่รัก

เขาก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

น้องคนหนึ่ง 

สมัยฝึกงานเป็นจป. ในโรงงาน เธอฝึกงานไปเพียงไม่กี่อาทิตย์ ก็รู้เลยว่า ตัวเองไม่ชอบ 

จึงตั้งเป้าหมายว่า จบมาแล้วจะไปสมัครงานอื่น แล้วมองว่างานขายเป็นงานที่ตนเองชอบ และมีความก้าวหน้าที่ดีแน่ๆ ถ้าตั้งใจทำ 

สุดท้ายก็ไปเป็นฝ่ายขาย แล้วก็เปิดกิจการเป็นของตัวเองในอีกไม่กี่ปีถัดมา

พี่คนหนึ่ง 

เป็นจป.ก่อสร้าง ก็ชอบงานจป.ก่อสร้างดีนะ 

แต่เนื่องจาก อยู่กับผู้รับเหมา บ่อยๆ ก็เริ่มเห็นช่องทางว่า

เราน่าจะทำรับเหมาเองได้ ปริญญาโท ด้านเซฟตี้ที่เรียนอยู่ ก็ไม่เรียนแล้ว ทิ้งเลย

เพราะตอนนี้เห็นโอกาส ได้กลับไปบ้านเกิด จึงบินกลับบ้านต่างจังหวัดไปทำรับเหมาก่อสร้าง

โดยเอาความรู้ที่สะสมมาจากการเป็นจป.และรู้จักกับผู้รับเหมาหลายเจ้า บวกกับความรู้การตลาดที่ตนเองมี 

ทำธุรกิจก่อสร้างบ้านจัดสรรหลายโครงการ

ตอนนี้ ไม่น่าจะเรียกว่า "โคตรรวย" แต่น่าจะเรียก "รวยกันทั้งโคตร" 

ลูกเมียอยู่สบาย 

คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานตามที่เราเรียนมาก็ได้ 

ถ้าเราเจอในสิ่งที่รัก ที่สร้างอนาคตได้ 

หรือ เห็นโอกาสแล้วทำตนให้เชี่ยวชาญในสิ่งนั้น มันก็กลายจะเป็นสิ่งที่รัก 

แล้วเราก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน

จบอาชีวอนามัยฯมา ไม่จำเป็นต้องเป็นจป.ก็ได้

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

ติดต่ออบรมความปลอดภัย
สั่งซื้อหนังสือ

แจกอีบุ๊คฟรี

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เรียนอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จบไปทำอะไร

หลายคน เลือกเรียนอาชีวอนามัยฯ เพราะเชื่อว่าเงินดี และไม่ตกงาน ข่าวร้าย คือ ยังมีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่รู้ 

1. จป.เป็นอาชีพที่น่ารังเกียจมาก เพราะทำให้ผลผลิตของนายจ้างลดลง เพิ่มขั้นตอนในการทำงาน และ ค่าใช้จ่ายของบริษัทมากขึ้น

2. จป. นิ้วชี้ยาวกว่านิ้วกลาง วันๆไม่ทำอะไร เดินไปเดินมา แล้วก็จับผิดคนอื่น สั่งอย่างเดียว

3. จป. ขี้ฟ้อง ทำตัวเป็นไม้กันหมาในห้องแอร์

4. จป. ทำงานเอาหน้า พอไม่มีอุบัติเหตุ บอกว่าฝีมือตัวเองคนเดียว

ที่ผมพูดมาทั้งหมด คือ ความจริง นี่คือ ความคิดของ
คนที่ “คิดไม่เป็น หรือ คิดลบ” 

ซึ่งจริงๆแล้ว อาชีพนี้ เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติมาก

1. ไม่มีอาชีพไหนบนโลกนี้ ที่ดูแลความปลอดภัยของทุกคนทุกระดับ และความปลอดภัยทุกตารางนิ้ว 

หมอรักษาคนได้ทีละ 1 คน แต่เรา ช่วยเหลือให้คนทีละจำนวนมากๆ ให้รู้จักการป้องกัน และดูแลสุขภาพอนามัยในการทำงานของตัวเอง

2. จป. ไม่ได้เพิ่มค่าใช้จ่าย เพราะความปลอดภัย คือ ส่วนผสมหลักของการผลิต ไม่มีความปลอดภัย ก็ผลิตไม่ได้  

3. จป. ไม่ได้เดินไปเดินมาเพื่อจับผิด แต่เดินเพื่อสังเกตความปลอดภัย และ รับฟังปัญหาด้านความปลอดภัยเพื่อนำไปแก้ไข

4. จป. ต้องนั่งในห้องแอร์ เพราะเอกสารมันเยอะมาก และ งานนอกห้องแอร์ก็เยอะไม่แพ้กัน

ซวยซ้ำ ซวยซาก เพราะ นายจ้างเข้าใจผิดคิดว่า งาน จป. “จ้างแค่คนเดียวก็พอ” ลองนับจำนวนหัวดูสิ น้อยกว่าแผนกอื่นๆทั้งนั้น

จป. สำคัญสุดๆ เพราะต้อง“รับผิดชอบชีวิต และสุขภาพ” ของทุกคน

ถ้าใครไม่มีเมตตา หรือว่า คิดจะมาเอา มากกว่าจะให้ ก็คงไม่เหมาะกับ อาชีพนี้เท่าไรนัก...

มือของผู้ให้ อยู่สูงกว่ามือของผู้รับ
ผู้รับว่ามีความสุขแล้ว แต่ผู้ให้มีความสุขมากกว่า

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
#ความปลอดภัย
www.pramoteo.com

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ที่บ้านไม่ให้เรียนอาชีวอนามัยฯ กลุ่มใจมากเลยครับ


ผมสอบติดอาชีวอนามัย และ ความปลอดภัยครับ แต่ที่บ้านไม่อยากให้เรียน 

พ่อบอกว่า เงินเดือนน้อย แล้วที่บ้านเอง ก็มีภาระด้านการเงินค่อนข้างมาก ผมควรทำยังไงดีครับ?

พี่ไม่รู้ว่าน้อง จะต้องทำอย่างไร ? แต่ดูแล้วทางบ้านของน้อง ต้องการ ให้น้องจบมามีเงินเดือนมากๆ 

ซึ่งจริงๆแล้ว เงินเดือนของจป.เอง ก็ไม่น้อยนะ อาจจะน้อยกว่าวิศวกร 10-20% แต่มีความมั่นคงค่อนข้างสูง เพราะ กม.บังคับ

ถ้าน้องบอกว่ากลุ้มใจมาก ก็หมายความว่า น้องอยากจะเรียนสาขานี้ แต่ที่บ้าน ไม่เห็นด้วย 

การได้เรียน หรือ ทำงานที่ตัวเองไม่รัก ชีวิตย่อมที่จะหาความสุขได้ยาก 

ถ้าจะแก้ปัญหาด้านการเงิน โดยพึ่งพารายได้จากเงินเดือนอย่างเดียวนั้น คงไม่ถูกต้องทั้งหมด อาจจะต้องมีการวางแผนบริหารจัดการการเงิน ใหม่ 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การลดค่าใช้จ่าย เพิ่มการลงทุน หารายได้เพิ่ม และ มีความฉลาดทางการเงิน

การหารายได้เพิ่มนั้น ปัจจุบันมีช่องทางให้เลือกจำนวนมาก ไม่ใช่แค่รอรับจากเงินเดือนทางเดียวเท่านั้น 

น้องลองดูสิครับว่า เรามีความสามารถอะไร ที่มันสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ ไม่ว่าจะเป็น Youtuber, Blogger, สอนออนไลน์ หรือค้าขายออนไลน์ก็ตาม ทุกอย่างได้เงินทั้งนั้น 

ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ 

ลองดูนะครับว่า เราจะช่วยแก้ปัญหาทางการเงินที่บ้านได้อย่างไร ในขณะที่เรากำลังเรียนหนังสืออยู่ ไม่ต้องรอเรียนจบอีกตั้ง 4 ปี มันน่าภาคภูมิใจกว่าเยอะเลยครับ 

พี่อยากจะบอกว่า พี่เจอหลายคนที่จบอาชีวอนามัยฯมา แล้วพัฒนาตัวเอง จนมีรายได้มากกว่าก่อนหน้านั้น ที่เคยเป็นจป. วิชาชีพเสียอีก 

ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา โค้ช วิทยากร หรือเป็นเจ้าของกิจการ ต่างๆ ที่ให้บริการด้านความปลอดภัยในการทำงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีรายได้ดีๆกันทั้งนั้น 

แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องออกมาทำอาชีพอื่น  เพราะจริงๆแล้ว ยังมีหลายคนที่เป็น จป. วิชาชีพ ที่พี่รู้จักหลายคนมีรายได้ 6 หลัก บางคนมีรายได้ครึ่งล้านด้วยซ้ำ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เงินเดือนจะมาก เงินเดือนจะน้อย มันแปรผันตรงกับความสามารถของเรา 

ถ้าเรามีความสามารถน้อย เงินเดือนเราก็น้อย แต่ถ้าความสามารถเรามาก เงินเดือนก็มาก 

โลกใบนี้มีกติกาที่ชัดเจน หากอยากได้เงินเดือนมากๆ ก็ต้องพัฒนาตัวเองครับ 

ถึงแม้ตอนนี้ยังเรียนไม่จบ อะไรที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่บ้าน ช่วยเพิ่มรายได้ที่บ้านได้ ก็ให้ลงมือทำครับ 


เราต้อง "มีดวงตาเห็นทำ" เห็นอะไรที่ช่วยพ่อแม่ได้ ก็ลงมือทำทันที 

การเรียนไม่ได้เป็นสิ่งที่การันตีว่า เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต 

การลงมือทำให้มาก อดทน ขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อไม่ยอมแพ้ต่างหาก ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ 

ทุกอาชีพประสบความสำเร็จได้ครับ ถ้าเราเอาจริง มันไม่เกี่ยวเลยครับว่า เป็นจป. วิชาชีพแล้วเงินเดือนน้อย 

ขอให้เป็น คนเก่ง คนดี คนมีความสามารถและ อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับความสามารถของเรา ชีวิตก็ประสบความสำเร็จได้ครับ

ขอให้โชคดีครับ

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้
ติดต่ออบรม www.pramoteo.com

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

ท่านใดสนใจหนังสือที่ผมเขียน
สามารถสั่งได้ที่
หรือ Facebook : The Safety Coach

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จป.วิชาชีพ กับ ภาษาอังกฤษ rev1. ตอนที่ 1

นับย้อนไป 12 ปี เมื่อเข้าสู่การเป็น "จป.วิชาชีพ"  แบบเต็มตัวครั้งแรก...ผมไม่คิดว่าคนโง่ๆอย่างผม...จะได้งานรวดเร็วขนาดนี้...

ผมได้งานเป็นคนแรกๆของรุ่น ผมได้งานใน บ.อินเดีย ปัญหาเรื่องงานกับผมแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะในชีวิตจริงมีเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่หลวง แสนสาหัสมากกว่านั้นก็คือ "ภาษาอังกฤษ"
ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เรียงประโยคไม่เป็น เขียนไม่รู้เรื่องศัพท์ดีๆไม่มีในสมอง สำเนียงเสื่อม ฟังไม่เข้าใจ และสื่อสารอะไรไม่ได้เลย 
พอทำไปทำมาสักปี ความชอกช้ำ น้อยเนื้อต่ำใจ มันก็ทะลักออกมา...ทนไม่ไหว จึงตัดสินใจ ลาออกดีกว่าเพราะผมฟังสำเนียงอินเดียไม่รู้เรื่อง และเริ่มตั้งเป้าหมายว่า
"ทุกบ.ที่สมัครต้องมีคำว่า (Thailand) " เพราะบริษัทเหล่านี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษ อยากลองทำงานกับฝรั่งบ้าง อาจจะคุ้นกับสำเนียงเขามากกว่าสำเนียงอินเดีย 
ในที่สุดความพยายามของผมก็เป็นผล ผมได้งานที่ใหม่เป็น EHS officer มีนายเป็นคนฝรั่งเศส แต่ผมก็ยังโง่เท่าเดิม...ไม่เข้าใจว่าเขาคุยอะไรกัน...
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า "ไม่ต้องโทษใครแล้ว เรานั่นแหล่ะที่เป็นปัญหา" ไม่อยากแก้ตัวอีกแล้ว... 
"กูน่ะห่วยสุดๆแล้ว...เป็นเอามากเลยล่ะ..."
เขามองว่าภาษาผมไม่ได้เรื่อง ไม่ต่างจากคนงานเท่าไร...สงสารก็เลยส่งผมไปเรียนแบบตัวตัวที่โรงเรียนสอนภาษา พอบ่ายปุ๊ปออกไปเรียนเลย  มึงไม่ต้องทำงาน ให้รีบไปเรียน และตั้งใจเรียนมากๆ... 
ไม่่นานนัก...ผมโชคดีมากที่ได้รับเลือกให้ไปเรียนงานที่ต่างประเทศ เขากำลังจะส่งผมไปเรียนระบบ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย ที่สวิตเซอร์แลนด์(บาเซิล) และอังกฤษ(แมนเชสเตอร์)  
เจ้านายใจดีมาก ถึงขนาดหาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้ผมในอังกฤษ อะไรช่างดีขนาดนี้ ผมเริ่มเห็นอนาคตแล้วว่า เราจะเก่ง เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ เราจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ...แต่โชคฃะตามันเล่นตลก... ฝรั่งที่นั่นไล่ตะเพิดไม่ให้ผมมา...เพราะเขาเคยคุยกับผมแล้ว...เขาไม่เข้าใจ...แถวนั่นเขาเรียกว่า...ไม่ได้เรื่อง...
สภาพจิตใจบอบช้ำ แสนสาหัส น้ำตาซึม ทำได้แค่เอามือปาดแก้มตัวเอง...น้อยใจในปมด้อย และชะตาชีวิตของตัวเองเป็นที่สุด ผมเริ่มท้อแท้หมดหวังกับชีวิต ไม่อยากจะอยู่ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากจะเจอหน้าใคร... แต่ไม่กี่วันถัดมา จุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง... 
กพ. 2004 เจ้านายส่งผมไป อบรมและทำ Workshop EHS ที่มาเลเซีย KL งานนี้เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ผมไปกับเพื่อนร่วมงานคนไทยอีกสองคน คนหนึ่งจบโทจากอเมริกา และทำงานที่นั่น 7 ปี สำเนียงอเมริกันล้วนๆ...ถ้าไม่ดูหน้านึกว่าฝรั่งที่ไหนมาพูดใกล้ๆ ส่วนอีกคนทำงานมา 10 กว่าปีในบริษัทต่างชาติ ภาษาเขาก็ดีเหมือนกัน...แล้วผมล่ะ...
ช่วงทำ Workshop ผมอยู่กลุ่มเดียวกับ ผู้เชี่ยวชาญจาก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และ ดร.จากเยอรมันอีกหนึ่งคน   ผมสารภาพตามตรงว่า "ผมฟังพวกมันไม่รู้เรื่องเลย" พอผมเอ่ยปากบ้าง...ฝรั่งตอบกลับด้วยคำที่สุภาพที่สุดว่า "Sorry I don't understand you" ทันทีที่ผมได้ยินประโยคนี้...แม้จะฟังไม่ชัดเจนนัก...แต่จิตใต้สำนึกของผมสั่งการก่อนที่สมองจะประมวลผล...คอที่ตั้งอยู่ร่วงลง มือชา...น้ำตาซึม...ต้องคอยกลืนมันลงไป...
กลุ่มทีทำงานกัน 4 คน ตอนนี้เหมือนมีแค่ 3 คน เพราะอีก 1 คนที่เกินมา มันไร้ค่า ไร้ประโยชน์ เกะกะ พูดไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง...จากจป.ที่เก่งที่สุดในบริษัท เคยได้รางวัลระดับจังหวัด สภาพตอนนี้ไม่ต่างกับหมาขี้เรื้อนหนึ่งตัวเท่านั้นเอง มันน่าทรมานใจมาก 3 วันที่ผ่านมา ผมไม่ได้พูดกับใครเลย สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้ผมเข้าใจว่าคำว่า "ส่วนเกิน"ได้ชัดเจนและดีที่สุด...
เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมรีบเดินไปคุยกับพี่คนนึงเขาจบที่อเมริกา อยู่ที่นั่นมา 7 ปี เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาของผม...เขาให้ประโยคเด็ดมาว่า "อย่ากลัว"  "คนที่ไม่กระโดดออกมาจากความกลัวจะไม่รู้จักความกล้า" จากนั้นผมก็มีความกล้ามากขึ้น ตัดสินใจเอาเงินที่หามาทั้งหมดมานับ ที่บ้าน พ่อ แม่ผม สงสารผมมาก และเห็นความตั้งใจจริงของลูก จึงช่วยสมทบทุนส่วนหนึ่ง ผมตัดสินใจทันที และตั้งเป้าหมายใหม่ว่า... 
"กูจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้...จากที่ต้องให้คนอื่นช่วยแปล...กูจะไปแปลให้พวกมันฟัง"
ผมรีบวิ่งไปหานายฝรั่งทันทีเลยและบอกว่า "ผมขอลาออกไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียครับ"  นายฝรั่งรีบดึงเอกสารมาเซ็นทันที...และบอกว่า... "รีบไปเลย คุณทำงานได้ดีมากนะปราโมทย์ แต่ภาษาอังกฤษคุณไม่ดี และเมื่อเรียนจบแล้วที่ไหนๆ ก็จะรับคุณ...เชื่อผม" จาก ความกลัวมันบีบคั้นผมจนเป็น...ความกล้า
เมื่อถึงซิดนีย์ ผมคบคนไทยน้อยมากเพราะอยากใช้ภาษาอังกฤษเยอะๆ เปิดวิทยุทิ้งไว้ทั้งคืน ดูหนังทุกวัน อ่านหนังสือทุกคืน เมื่ออยู่คนเดียวหรือเดินไปข้างนอกก็พูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตลอด จนบางครั้งฝรั่งหันมามอง  คงคิดว่าไอ้เวรนี้มันบ้าหรือเปล่า ผมนึกในใจว่า...มึงคอยดูไอ้บ้านี้ให้ดี...ไอ้บ้าคนนี้แล่ะจะมาคุยกับพวกมึง...
ภาษาผมเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมันเริ่มกลายเป็นความเชื่อมั่น แม้กระทั่งนอนหลับยังฝันเป็นภาษาอังกฤษเลย ในฝันแม่ผมยังคุยอังกฤษกับผมได้เลย...มันเหลือเชื่อมาก...
จากวันนั้นจนวันนี้ 12 ปีที่ผ่านมา...ผมรู้แล้วว่าภาษาอังกฤษเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิตทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องไปต่างประเทศเพื่อเรียนภาษานะครับ...แต่ไอ้คนที่ถูกฝรั่งไล่ตะเพิด ไม่ให้ไปเหยียบแผ่นดินของมันอย่างผม....มันสมควรไปจริงๆ
สุดท้ายนี้ผมสรุปได้ว่า... 
อาชีพ จป อย่างเราๆ ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะๆ อยากดูงานต่างประเทศ อยากอยู่ในบริษัทที่มีชื่อเสียง อยากพัฒนาตัวเองในระดับ World class... เราต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติ ถ้าใครภาษาอังกฤษดีก็จะได้เปรียบ...เวลาสัมภาษณ์งานในบริษัทเหล่านี้ 
บริษัทดีๆมีการแข่งขันสูงมาก  เพื่อนร่วมอาชีพเรา จบปริญญาโทกันเยอะ ถ้าเราไม่จบโท หรือเราจบโทเหมือนกัน มันก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นๆ... แล้วอะไรล่ะคือจุดขายของตัวเราที่จะทำให้ได้งานก็คือ "ความตั้งใจ ประสบการณ์ ผลงาน และภาษาอังกฤษครับ" เจ้านายต่างชาติทุกคนอยากได้คนที่คุยภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เรื่องงานไม่เท่าไรหรอกครับ เขาเตรียมพร้อมให้เราทำตามระบบอยู่แล้วครับ ว่าแต่เราพร้อมที่จะสื่อสารกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า?
เปลี่ยนปมด้อย...ให้เป็นแรงบัลดาลใจ...
เปลี่ยนจุดอ่อน...ให้เป็นจุดขาย...  
เปลี่ยนความกลัว...ให้เป็นความกล้า... 
เปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน...
ใครไม่เปลี่ยนความคิด...ชีวิตไม่เปลี่ยน...

บทความถัดไปผมจะมาเล่าเกี่ยวกับชีวิตที่ซิดนีย์ให้ฟังว่า... 
"คนโง่ๆ แบบผมไปทำอะไรไว้บ้าง แล้วผลลัพธ์คืออะไร?
คิดเห็นอย่างไร โดนหรือไม่โดน มาคุยกันได้ที่ 
Facebook 
https://www.facebook.com/pramoteo
www.pramoteo.com