แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตสำนึกความปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตสำนึกความปลอดภัย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เส้นทางสู่ จป. มืออาชีพ...



ทุกวันนี้ มีหลายคนแชทเข้ามาถาม ไลน์มาคุย โทรมาปรึกษา และถามผมว่า... 
ถ้าอยากเป็นจป.มืออาชีพ ต้องทำอย่างไร...? 

ผมมักจะถามกลับไปว่า เป้าหมายชีวิตของคุณ คือ อะไร ? คุณเห็นภาพของคุณในอนาคตหรือยัง ถ้าเห็นแล้ว คุณเห็นมันชัดหรือเปล่า หรือยังไม่เคยเห็นมันเลย...?

ผมทำงานเป็น จป.วิชาชีพ มา 5 ปี  และเป็นที่ปรึกษาอีก 5 ปี ปัจจุบันตอนนี้กลายมาเป็นวิทยากร และนักเขียน...ชีวิตตอนนี้มีอิสระมาก ทำงานน้อย แต่ได้เงินเยอะ เพราะกระชากตัวเอง และครอบครัวออกมาจากชีวิตของการเป็นลูกจ้าง และงานประจำ... มีหลายคนอยากรู้ อยากทราบว่าทำได้อย่างไร...อยากมีชีวิตแบบนี้บ้าง...

ผมตอบกลับไปสั้นๆว่า...ให้ตั้งเป้าหมายชีวิต... 
ผมเคยอยากเป็น จป.วิชาชีพ ที่เป็นมืออาชีพ เก่งที่สุด ใครๆก็อยากได้ตัวไปทำงาน ต้องจ่ายแค่ไหนเขาก็ยอม 





ตอนนั้นจบมาใหม่ๆ ไฟแรงมาก แต่พอกลับมานั่งคิดๆดู ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น มีหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิต ทำให้ความคิดของผมต้องเปลี่ยนไป และต้องรีบพัฒนาตัวเองอย่างเร่งด่วน... 

ผมค้นพบว่าการพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด คือ 
ต้องหาบุคคลต้นแบบให้เจอ ต้องเข้าหาเขาให้ได้ และต้องทำให้ดีกว่าที่เขาทำ 

ดังนั้นคนไหนก็ตาม ที่เป็นบุคคลต้นแบบของผม ผมจะไปหาหนังสือของเขามาอ่าน มีกี่เล่มซื้อมาอ่านให้หมด ใน Youtube มีกี่ตอนเปิดมาดูให้หมด เขามีสัมมนาที่ไหนก็ไป ไปเรียน ไปถาม ไปฝากตัวเป็นศิษย์...

สุดท้ายผมค้นพบแล้วว่า...เป้าหมายชีวิตของผมไม่ใช่ จป.วิชาชีพ เพราะมันไม่ได้ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของผม ดังนั้นผมต้องเอาตัวของผมออกมาจากอาชีพนี้ให้ได้ และปรับทิศทางของสมองใหม่ให้ไปยังเส้นทางที่นำไปสู่เป้าหมายชีวิต




การมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนจะทำให้คุณรู้ว่า...
อะไรคือสิ่งที่คุณต้องทำ และมันมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่นำไปสู่เป้าหมายชีวิต...

ดังนั้นตอนนี้หลายคนที่กำลังจะเริ่มทำอาชีพ จป. และอีกหลายคนที่ทำอาชีพนี้มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ผมไม่ได้ให้ความหมาย หรือชักชวนให้คุณเลิกอาชีพนี้...เพราะเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน... 

ถ้าคุณรักในอาชีพ จป. คุณรักที่จะช่วยเหลือผู้คน คุณรักที่จะให้ทุกคนปลอดภัย และมันทำให้คุณมีความสุข ตอบโจทย์ชีวิตได้ ก็ทำไปเถอะครับ อาชีพนี้วิเศษจริงๆ ยิ่งใหญ่มาก ได้บุญ ได้กุศลเต็มๆ...แต่ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในงานด้านความปลอดภัย อยากเป็นมืออาชีพ คุณต้องตั้งเป้าหมายของงานให้ชัดเจนด้วยครับว่า...



ภาพแบบไหนที่คุณอยากเห็นในโรงงานของคุณ...

  • ทุกคนสวมใส่ PPE 
  • ทุกคนช่วยกันดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกัน 
  • ทุกคนมองว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำงาน 
  • ทุกคนปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน และนโยบายความปลอดภัยอย่างชัดเจน

จงรีบสร้างภาพเหล่านี้ขึ้นมาในเนื้อสมอง สร้างให้ชัด สร้างให้คมที่สุด คิดถึงมันทุกวัน ทำมันให้ดีขึ้นทุกวันๆ อ่านหนังสือให้มาก และหลากหลาย ทำให้มากกว่าคนอื่นๆเป็น 2เท่า 3 เท่า  แล้วค้นหาสิว่าไอ้คนที่เก่งที่สุด ดังที่สุดในเรื่องความปลอดภัยเรื่องนั้นๆคือใคร... 

เมื่อรู้แล้ว จงวิ่งเข้าหาเขา เข้าสัมมนาที่เขาสอน หรือไปหาหนังสือที่เขาเขียนมาอ่าน...แค่นี้พลังในการทำงานของคุณจะพุ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ใครที่ไหนมาเจอ เขาจะทนไม่ไหว ทนดูไม่ได้ รีบตามมาจีบ รีบมารับคุณเข้าไปทำงาน ต้องเพิ่มเงินเดือนกี่เท่าเขาก็ยอม... 



จำไว้เสมอว่า...

ถ้าอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน...จงทำให้คนอื่นได้ประโยชน์จากเรา...
และสิ่งที่เขาได้ไป...จะต้องเหนือความคาดหมาย...และยิ่งใหญ่กว่าที่เขาต้องการ...

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
ต่างที่คิด...ชีวิตจึงปลอดภัย...


ข้อมูลเพิ่มเติม...






วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จิตสำนึกความปลอดภัย ตอนที่ 3 : คุยกันดีๆก็ได้



ภาพ :dir.coolclips.com

ความเดิมตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 เราได้พูดถึง "การใส่ใจ ให้ความรัก และเทคนิคสังเกตความปลอดภัยไปแล้ว" และดำเนินเรื่องมาถึง กรณีศึกษาที่ 1 จากเหตุการณ์นี้

"พนักงานผสมสารเคมี ใส่ผ้าปิดจมูก และปฏิเสธที่จะสวมหน้ากากที่มีมาตรฐาน แต่อุปกรณ์อื่นๆใส่ครบหมด อย่างถูกต้องเราจะทำอย่างไร?"

ภาพ : www.moetama.biz


ตัวอย่างที่ 1

หัวหน้างาน : ใส่หน้ากากเดี่ยวนี้ เดี๋ยวถ้าผู้จัดการมาเห็นแล้วเดี๋ยวฉันจะเดือดร้อน
ลูกน้อง : ทำหน้า งงๆ?? แล้วก็ไปหยิบมาใส่
เมื่อหัวหน้าเดินจากไป : ลูกน้องก็ถอดออก และทำงานต่อไป...

จากตัวอย่างเบื้องต้นจะเห็นว่า

"สิ่งที่หัวหน้าทำคือสั่งอย่างเดียว เอาเหตุผลส่วนตัวมาบังคับให้ลูกน้องใส่หน้ากาก เพราะกลัวตัวเองจะเดือดร้อน แต่ไม่ได้แสดงความห่วงใยลูกน้องเลย" แล้วลูกน้องล่ะก็จะทำตามแค่ตรงน้ัน สักพักก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม คือ "ไม่ได้มีโอกาสพูดซักคำ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องใส่หน้ากาก ทำไมหัวหน้าต้องอารมณ์เสีย ฉันหน้าเหมือนบรรพบุรุษเขาหรือไง ฉันทำอะไรไม่ถูกต้อง ใส่หน้ากากแล้วมันจะช่วยอะไรฉันได้ ถ้าฉันไม่ใส่แล้วมันจะเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจ... งง ทำหน้าเหมือนหมาสงสัย" ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความปลอดภัยจากเหตุการณ์นี้กลายเป็นเป็นเรื่องล้มเหลว ไปซะแล้ว

มาดูสถานการณ์เดียวกันแต่การกระทำต่างกันบ้างครับ

ตัวอย่างที่ 2

ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com


หัวหน้างาน : สวัสดีสมชาย (ชื่อลูกน้อง)กำลังทำอะไรอยู่ เหนื่อยมั้ย?
ลูกน้อง : กำลังผสมทินเนอร์อยู่ครับพี่ ก็เหนื่อยเหมือนกันครับ
หัวหน้างาน : มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ เออนี่สมชาย! พี่เห็นสมชายใส่ PPE ครบเลยแต่ ทำไมไม่ใส่หน้ากากรองสารเคมีล่ะ
ลูกน้อง : โฮ้ยพี่ ผมไม่ใส่หรอก มันป้องกันไม่ได้ ใส่แล้วได้กลิ่นสารเคมีอยู่ดี ผมเลยไม่ใส่ดีกว่า
หัวหน้างาน : สมชายใส่มานานหรือยัง แล้วก่อนหน้านั้นใส่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ลูกน้อง : แรกๆมันไม่มีกลิ่นนะพี่ แต่สักอาทิตย์ผ่านไปมันได้กลิ่นเคมีฉุนมาก สู้ผมไม่ใส่ยังจะดีกว่าไม่รู้ไอ้เซฟตี้มันเลือกมาให้ใส่ ได้ยังไง
หัวหน้างาน : ถ้าได้กลิ่นสารเคมีนั้นหมายความว่าตลับกรองหมดอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนใหม่
ลูกน้อง : อ้าว!!! ทำไมไม่เห็นมีใครบอกผมเลย แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ใส่
หัวหน้างาน : ทำไมล่ะครับ
ลูกน้อง : มันหนัก หายใจไม่สะดวก เทอะทะ ใส่ลำบาก ผมก็ใส่ไม่ค่อยเป็นด้วย
หัวหน้างาน :ถ้าไม่ใส่หน้ากาก แล้วดมกลิ่นทินเนอร์ ทุกวัน ทุกวัน อะไรจะเกิดขึ้นกับคุณล่ะ
ลูกน้อง : หยุดนิ่ง คิดสักไปขณะหนึ่ง ผมเข้าใจแล้วผมคงอายุไม่ยืนแน่ๆเลยพี่ แล้วลูก เมียผมคงจะลำบาก แล้วก็บอกหัวหน้าว่า พี่ไอ้ตลับกรองรุ่นนี้ยังมีเหลือมั้ยพี่ ผมคิดได้แล้วว่าผมต้องเอามาใส่
หัวหน้างาน :ยังมีเหลือเดี๋ยวไปเบิกได้ที่สโตร์ แต่เดี๋ยวพี่จะหาตัวใหม่ที่ หายใจได้สะดวก น้ำหนักเบา ไม่เทอะทะ และให้ผู้เชี่ยวชาญเขาเข้ามาสอนให้ดีมั้ย เผื่อมีอะไรสงสัยจะได้สอบถามโดยตรงเลย
ลูกน้อง : ดีมากเลยครับ พี่ขอบคุณมากครับ
หัวหน้างาน :ไม่เป็นไร พี่ขอบใจสมชายเหมือนกันนะที่ทำให้รู้ว่าหน้ากากรุ่นนี้มันมีปัญหาอย่างไร ช่วยแนะนำเพื่อนๆด้วยล่ะ
ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com

จากตัวอย่างที่ 2 เราพบว่า

หัวหน้างาน : มีการทักทาย เป็นกันเอง เรียกชื่อ เปิดโอกาสให้อธิบาย ใช้คำถามให้ลูกน้องฉุกคิด ดำเนินการแก้ปัญหาให้ตามที่ลูกน้องต้องการ ลูกน้องมีโอกาสได้พูดคุยถึงปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกล่าวขอบคุณ

ลูกน้อง : รู้สึกว่าหัวหน้ามีความเป็นกันเอง ใส่ใจ เปิดโอกาสให้ได้อธิบาย ช่วยให้เขาคิดได้ และมีความจริงใจในการแก้ปัญหา



                                                   ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com
  
สรุป
คนส่วนใหญ่จะไม่ปฎิบัติตามถ้าไม่ทราบสาเหตุหรือเหตุผล (Talk to) การที่ไม่ต้องบอกอะไรเลยแต่ใช้การตั้งคำถาม (what if) ให้เขาฉุกคิดได้ได้เองดีกว่าการสั่ง หรือบอกไปซะทุกอย่าง การแสดงความเอาใจใส่ และใช้แรงเสริมทางบวก (positive reinforcement) ช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่ความปลอดภัยแบบยั่งยืนได้ (Behavior change)

คำถามที่เป็นประโยชน์

เราสังเกตเห็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัยแล้ว ทำอย่างไร

1. ทำเหมือนตัวอย่างที่ 1
2. เดินหนี
3. มองจ้องจนเขาหยิบหน้ากากมาใส่แล้วก็เดินไป
4. ทำเหมือนตัวอย่างที่ 2 แต่ไม่ทำตามที่สัญญาไว้

ตอนที่ 4 เราจะมาคุยกันเรื่องอะไรต่อ รออ่านได้นะครับ


ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com


วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

จิตสำนึกความปลอดภัย ตอนที่ 1


ภาพ : www.3m.com


เรื่องของเรื่องมันเป็นแบบนี้…
ผู้ปฏิบัติงาน
“อุบัติเหตุมันไม่เกิดขึ้นกับฉันตอนนี้หรอก, ฉันก็ทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ก็ไม่เห็นจะเคยได้รับบาดเจ็บอะไรเลย, คุณรู้มั้ยว่าที่คุณสั่งให้ผมทำโน้น ทำนี่ เกี่ยวกับความปลอดภัยมันทำให้ผลผลิตของผมล่าช้า, ทำไมไม่เห็นมีใครบอกผมเลย, คุณไม่ได้ทำงานเหมือนผมคุณจะไปรู้อะไร”
หัวหน้างาน
“นี่คุณจะต้องให้ผมบอกตั้งกี่ครั้งถึงจะยอมสวมใส่หน้ากากซะที, อย่าให้ผมเห็นคุณทำแบบนี้อีกทีนะ, อ่านหนังสือไม่ออกหรือไง ว่าต้องสวมหมวกนิรภัยในที่นี้, ไปเอาคู่มือความปลอดภัยมาต้มกินซะจะได้ไม่ต้องให้ผมคอยมาบอก, คุณเป็นอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผม อย่างมากผมก็ช่วยงานให้คุณแค่ 500 บาท, คุณต้องทำตามแบบนี้นะอย่าให้ผมต้องเดินมาเห็นอีกนะ,คุณอยากทำอะไรก็เรื่องของคุณแต่อย่าให้เรื่องเดือดร้อนถึงผมก็แล้วกัน”

ภาพ : www.dreamstime.com

คำพุดเหล่านี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยิน หรือเคยใช้บ้างในที่ทำงาน พวกเราคิดว่าคำพูดอย่างนี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับการบริหารความปลอดภัยในองค์กรของเรา… แน่นอนครับ คำพูดเหล่านี้มันมีความหมายไปทางด้านลบ (Negative responses) และ บ่งบอกได้ถึงทัศนคติ และจิตสำนึกด้านความปลอดภัยของคนในองค์กรว่า โดยมีการแสดงผลออกมาทางพฤติกรรมความปลอดภัย

ภาพ : www.dreamstime.com

ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของ อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยบอกว่า “ต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ผมก็เลยเอามาเปรียบเทียบจากประสบการณ์ในการทำงานจริง คำตอบก็เป็นอย่างที่อาจารย์บอก “องค์กรใดก็ตามถ้าผู้บริหารได้แสดงความห่วงใย ใส่ใจ ความปลอดภัย ออกมจากใจจริง พนักงานจะสามารถสัมผัสได้ และจะร่วมแรงร่วมใจกันทำพฤติกรรมด้านความปลอดภัย ด้วยจิตสำนึกที่ดี”


การสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยนั้นในหลายๆ องค์กร ก็มีความพยายามหาวิธีการต่างๆนำมาใช้ เช่น การสร้างมาตรฐานต่างๆ, อบรมความปลอดภัย, ตรวจสอบความปลอดภัย, สนทนาความปลอดภัย (safety talk), จัดบอร์ด, การสังเกตพฤติกรรมความปลอดภัย และอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ หลายครั้งที่เราลืมนึกไปว่า เราออกคำสั่งมากไปหรือเปล่า, พนักงานเบื่อหรือไม่ที่ต้องปฏิบัติตาม, เราจัดหนักไปหรือเปล่า, พนักงานทราบหรือไม่ว่าทำไมเขาต้องปฏิบัติ, พนักงานอยากที่จะเสนอแนะอะไรบ้างหรือไม่, อะไรเป็นสาเหตุพื้นฐานของพฤติกรรมเสี่ยง และในตอนเราไม่ได้ตรวจสอบพนักงานยังคงมีพฤติกรรมปลอดภัยเหมือนที่เราเห็นหรือไม่
 ภาพ : www.3M.com


“การสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย” จากวิธีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้บริหาร และหัวหน้างาน ควรที่จะเพิ่มเติมโดยการ “แสดงความรัก ความห่วงใย เข้าใจ ออกมาจากใจด้วยการกระทำที่ชัดเจน, ฟังให้มาก, พูดให้เขาคิดแต่ไม่สั่งให้เขาทำ, เสนอแนะให้เขายอมรับ และรับฟังที่เขาเสนอ, ชมเชยเมื่อมีโอกาส ไม่ต่อว่าถ้าต่อหน้าคนอื่น, เครียดไปไม่บรรเจิด สนุกเถิดจะเกิดผล”
การสร้างจิดสำนึกด้านความปลอดภัยต้องใช้เวลา การทำอย่างสม่ำเสมอ ถูกต้อง และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร จะช่วยให้งานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยประสบความสำเร็จได้ อย่ารีบร้อน หรือผลักดันมากเกินไป พนักงานจำเป็นต้องใช้เวลาการปรับเปลี่ยน และซึมซับการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย เพื่อให้กลายเป็นนิสัย และพฤติกรรมความปลอดภัยติดตัวตลอดไป


ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com