วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

การสูญเสียการได้ยิน และอุปกรณ์ป้องกัน



การป้องกันเสียงดัง ให้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับว่านายจ้างให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพหู และการได้ยินของลูกจ้างมากน้อยแค่ไหน การสัมผัสเสียงดังเกินมาตรฐานเป็นระยะเวลานานๆ ย่อมส่งผลเสียให้ลูกจ้างเป็นโรคสูญเสียการได้ยินได้ทั้งแบบชั่วคราว และถาวร จากสาเหตุดังต่อไปนี้
  • ชนิดของเสียงดัง ชนิดต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง เสียงกระแทก เสียงที่มีความถี่สูง และต่ำ
  • ความเข้มของเสียง ระดับความดังมาก หรือสูงเกินกว่าระดับที่ร่างกายไม่ควรสัมผัสเกิน
  • สภาพแวดล้อม พื้นที่ปิด โล่ง การสะท้อนเสียงของพื้นผิว
  • ระยะทางระหว่างหู และแหล่งกำเนิดเสียงห่างไกลมากน้อยเพียงใด
  • ท่าทางในกาทำงาน ที่ทำให้เสียงดังเข้ามาใกล้หูมากที่สุด
  • อายุ เด็กเล็กจะมีโอกาสสูงมากกว่าผู้ใหญ่ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดัง
  • โรคประจำตัว ภูมิคุ้มกันส่วนบุคคล
  • การสัมผัสเสียงดังจากแหล่งอื่นๆไม่เฉพาะในทีทำงาน เช่น บ้าน กิจกรรมต่าง และ สถานพักผ่อนต่างๆ
การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว (Temporary Hearing Loss)

เกิดจากการได้ยินเสียงดังที่สูงเกินกว่าค่าที่มาตรฐานกำหนดไว้ เช่น เสียงปืน เสียงกระแทก เสียงเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ โดยสาเหตุที่สูญเสียการได้ยินชั่วคราว เกิดจากที่เซลล์ขนที่อยู่ในหูชั้นใน ภายในคลอเคลีย เกิดการงอ ล้ม แล้วไม่คืนสภาพปกติ อันเกิดจากเสียงดังกล่าว หรือสารเคมีที่อยู่ในหูเกิดการเปลี่ยนสภาพไป ต้องใช้ระยะเวลาในการคืนกลับสู่ภาวะปกติ อาจใช้เวลาหลายวัน หรือหลายชั่วโมง หรือ 1-2 วัน
การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร (Permanent Hearing Loss)
เกิดจากการสัมผัสเสียงที่ดังเกินกว่ามาตรฐานในระยะเวลานานๆ โดยปกติแล้วมักพบในผู้ทำงานในอุตสาหกรรม โดยสาเหตุเกิดจากการที่เซลล์ขน เซลล์ประสาทเกิดการฉีกขาด ล้มแล้วไม่ลุก ถูกทำลาย หรือเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณเสียงไปยังสมองถูกทำลาย ปัจจุบันยังมีผลสำรวจที่น่าสันนิษฐานอีกว่า สารเคมีบางประเภทเช่น สารหนู ปรอท และคาร์บอนไดซัลไฟด์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ยัง รอการพิสูจน์
การควบคุมที่ใช้กันส่วนใหญ่ คือ การใช้อุปกรณ์คุ้มครองอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment)ที่ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายในการป้องกัน ถ้าหมดหนทางในก
ารป้องกันที่แหล่งกำเนิด ทางผ่าน หรือการบริหารจัดการไม่ได้แล้ว อุปกรณ์ลดเสียงที่รู้จักกันดี คือ
ปลั๊กลดเสียง (Earplugs)
รูหูของเรามีความยาวประมาณ 1 ¼ นิ้ว ส่วนเอียปลั๊กมีขนาดตั้งแต่ ½ นิ้ว ถึง ¾ นิ้ว นอกจากนี้แล้ว ปลั๊กลดเสียงแบ่งออกเป็นประเภทที่ใช้แล้วทิ้ง และประเภทที่สามารถนำกับมาใช้ใหม่ได้ และป้องกันเสียงที่มีความถี่ต่ำได้ดี
ประเภทใช้แล้วทิ้ง (Disposable earplugs)

รูป : ปลั๊กลดเสียงชนิดพีวีซีโฟมแัละโพลียูรีเทนโฟม

ส่วนใหญ่ทำด้วย โพลียูรีเทนโฟม และพีวีซีโฟม ทั้งสองค่าการลดเสียงประมาณ 28-33 เดซิเบล ทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่พีวีซีโฟมจะมีข้อดีกว่าตรงที่
- เมื่อสอดเข้าไปในรูหูแล้ว แรงดันในหูจะน้อยกว่าทำให้รู้สึกสบาย
- ติดไฟยาก ช่วยในการป้องกันสะเก็ดลูกไฟ
- ดูดซับน้ำได้ยากช่วยป้องกันการลื่นหลุดออกจากรูหูอันเนื่องจากเหงื่อ และความชื้น
การสวมใส่ควรให้เอียปลั๊กสอดเข้าไปในรูหูอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

ประเภทที่นำมาใช้ใหม่ได้ (Reusable earplugs)

รูป : ปลั๊กลดเสียงชนิดสามารถนำมาใช้ใหม่ได้
ส่วนใหญ่จะทำด้วย เธอร์โมพลาสติก, ยาง และ ซิลิโคน ค่าการลดเสียงอยู่ที่ระหว่าง 24-26 เดซิเบล ข้อเสียคือเรื่องของการสวมใส่อาจจะเจ็บหูเพราะมีความนุ่มน้อยกว่าประเภทใช้แล้วทิ้ง แต่มีข้อดีคือประหยัดและใช้ซ้ำได้ เอียปลั๊กที่มีความนุ่มมากจะผลิตจากซิลิโคนซึ่งใกล้เคียงกับผิวหนังมนุษย์ มีอายุการใช้งานได้นาน แต่ราคาค่อนข้างสูง

ครอบหูลดเสียง (Earmuffs)

ภาพ : ครอบหูลดเสียง

ลักษณะเป็นอุปกรณ์ครอบหูลดเสียงทั้งสองข้างก้านอาจทำด้วยพลาสติก หรือลวดสแตนเลส ลวดสแตนเลสจะมีข้อดีตรงที่ช่วยให้แรงบีบของครอบหูทั้งสองข้าง (Camping force) คงที่สม่ำเสมอ ไม่เกิดการขยายตัวในช่วงบ่ายเมื่อสวมใส่ทั้งวัน และสามารถนำกับมาใช้ซ้ำได้ เอียมัฟป้องกันเสียงทีมีความถี่สูงได้ดี และในการทำงานในที่มีเสียงดังมากๆ ต่อเนื่อง การสวมใส่เอียมัฟจะให้ความปลอดภัยมากกว่า เนื่องด้วยความกระชับ และป้องกันได้คงที่มากกว่า
อย่างไรก็ตามการเลือกค่าการลดเสียง หรือ NRR (Nois
e Reduction Rating) ที่เหมาะสมของอุปกรณ์ลดเสียง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำมาใช้งานจริง ตลอดจนมีการฝึกการป้องกันอันตรายจากเสียงดัง อบรมการสวมใส่อย่างถูกวิธีด้วย เพื่อป้องกันการสูญเสียการได้ยินของลูกจ้าง และเป็นไปตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดของโครงการอนุรักษ์การได้ยินด้วย (Hearing conservation program)


ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคสัมภาษณ์งานสำหรับจป.จบใหม่


ภาพ : www.top10for.com

เทคนิคเหล่านี้ผมเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ และการทีได้พูดคุยสัมผัสกับหลายคนที่สัมภาษณ์งาน (Interview) ในตำแหน่งนี้ ลองไปอ่านกันดูนะครับ

สุภาษิตนี้ยังคงใช้ได้หลายยุค หลายสมัย รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ในตำราพิชัยสงครามของซุนวู

น้องๆทราบมั้ยครับว่าเรา คือ Generation อะไร และ คนที่สัมภาษณ์เราเป็น Generation ใด เป็น Generation B หรือ X หรือ Y ด้วยกันก็ได้ แล้วแต่ละ Generation มีนิสัยเป็นอย่างไร

เราเป็นเด็กที่เกิด และเสพในยุคของ Technology I-phone, Black Berry, Android หลากหลายเทคโนโลยี และวัฒนธรรมสังคม ตลอดจนการเลี้ยงดูของครอบครัวแตกต่างกันไปจากอดีต เราถูกการตั้งเป้าหมายมาจากพ่อแม่ สมัยใหม่ที่มีความรู้มากขึ้น และวางแผนให้เรามาตลอด เราคือ Generation Y ครับ ดังนั้นเรามีดีแน่นอน แต่สิ่งเหล่านี่ทำให้เราลืมไปว่า บุคลิกภาพ ความคิด ของเรานั้น เป็นที่พึงพอใจ ของนายจ้างหรือไม่ เพราะ Generation Y จะมี ไอเดียล้ำลึก ไปไกล ชอบออกนอกกรอบ หลากหลาย ภาษาสมัยใหม่ มั่นใจ อะไรก็ต้องไว กล้าแสดงออก เรียกเงินเดือนสูง (ก็เก่งนี่หน่า) อยากสำเร็จตามเป้าหมายโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เคยสังเกตเลยว่าคนสัมภาษณ์เรานั้นเขาเป็น Generation ไหน พี่ๆเขารับความเป็นเราได้หรือไม่ เข้าใจภาษาที่เราพูดหรือไม่
โดยปกติแล้ว Genration B จะเป็นคนตั้งกรอบ กติกา ต้องการคนปฏิบัติตามกรอบตามกติกาที่เขาตั้งไว้ และยึดหลักขนบธรรมเนียมเป็นหลัก ส่วน Generation X ก็จะอีกแบบหนึ่ง คือ มีความคิดในการที่จะประยุกต์ ค่อยๆแก้ไขกรอบที่ Generation B วางไว้ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ออกนอกกรอบอย่างดุดัน และยอมรับกับไอเดียใหม่ๆได้ แนะนำให้ไปหาซื้ออ่านได้ครับที่ร้าน SE-ED ครับ เรื่อง “Generation Y ร้ายจริงหรือ โดย เภสัชกรลือรัตน์ จะทำให้ รู้ว่า Generation Y อย่างเรารู้ต้องทำอย่างไร และพี่ๆ Generation B และ X ต้องการอะไรจากเราเช่นกัน จะได้เตรียมรบได้ตามที่ ซุนวูได้กล่าวไว้
เริ่มเลยดีกว่า แหล่งหางานของพวกเรา Generation Y หนีไม่พ้นบน Internet แน่นอน
1. เข้า website หางาน เช่น jobsdb.com/th หรือ nationejobs หรือ Jobtopgun หรือ ประหยัดหน่อยก็ไปเปิดตามร้านหนังสือ เปิดหนังสือพิมพ์ และจำบริษัทที่เราสนใจไว้ แล้วไป search ใน Internet พวกเรา Generation Y ไม่ยอมเสียเงินง่ายๆแน่ นิยมของฟรี
2. พิมพ์ลงไปในช่อง Search ว่า “Safety, HSE, EHS, SHE, จป, เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ก็จะเจอเยอะแยะไปหมด เพราะหลายคนรู้แค่คำว่า safety officer คำเดียว
3. Click ไปที่ ตำแหน่งที่เหมาะกับเรา จากนั้นเปิดบน แท็บ ใหม่ให้หมด (รูปด้านล่าง) แต่ถ้าเป็น supervisor หรือ manager ไม่ต้องไปคลิ๊กนะครับเขาไม่รับคนไม่มีประสบการณ์แน่นอน (แนะนำให้สมัครกับบริษัทที่ลงประกาศเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เพราะระบบค่อนข้างดี ทำงานคล่องตัวครับ)
4. ทำการ Click ไปที่ตำแหน่ง level ธรรมดา คือ ลงท้ายด้วย “Officer”และเปิดอ่านให้หมดเป็นหลายๆแท็บ เปรียบเทียบ เพื่อดูความต้องการของตลาด เขาต้องการอะไร
ภาพตัวอย่างเวปไซด์หางาน
ผมได้ทำการคัดคุณสมบัติหลักๆ (Qualifications) เฉพาะตำแหน่ง Safety officer ระดับธรรมดาที่นายจ้างได้กำหนดคุณสมบัติที่ต้องการไว้ดังนี้
ภาษาอังกฤษ
· Fluent in English
· Good command of written, spoken English language
· Good command in English
· Good command of English & Thai communication and computer literacy.
การพัฒนาปรับปรุงและ การประสานงาน
· Develop and implement EHS programs consistent with company EHS management system and all related local/national regulations and EHS requirements to ensure site security.
· Coordinated development of future planned safety &health programs
· Communicate with supply chain, production, R&D, material supplier, product stewardship, sales, IT related to EHS activities & requirements.
· Participate onsite facility surveys to determine needs safety improvements
ทัศนคติ บุคลิกภาพ การวางตัว
· Positive interaction with vendors, contractors, employees including management in order to enact facility safety goals and programs
· Service-minded with pleasant personality to initiate new relationships
· Professional in appearance & behavior
การอภิปราย บรรยาย นำเสนอผลงาน (ถ้าบรรยายภาษาอังกฤษได้ยิ่งดีใหญ่)
· Vertical and horizontal communication skill
· Safety training and evaluate training needs.
· Inspiring and energetic presenter

จากที่เห็นทั้งหมด สรุปได้ว่าสิ่งที่นายจ้างคาดหวังหลักๆ คือ เรื่องของ ภาษาอังกฤษ, การพัฒนาปรับปรุงและ การประสานงาน, ทัศนคติ บุคลิกภาพ การวางตัว และ การอภิปราย บรรยาย ชี้แจงผลงาน (ทั้งไทย และภาษาอังกฤษ)” การได้งานส่วนใหญ่คนได้ภาษาอังกฤษก็มีเปอร์เซ็นต์ได้งานสูงกว่า
ข้อกำหนดเหล่านี้แทบจะไม่มีในหลักสูตรการเรียนเลยในการตอบคำถามให้ตรงใจ นายจ้างหรือผู้ให้สัมภาษณ์ ดังนั้นเราควรจะเตรียมตัวให้พร้อม ตามคำแนะนำต่อไปนี้
· รู้ว่าผู้สัมภาษณ์ต้องการอะไร จะตอบอย่างไรให้ตรงใจ และน่าเชื่อถือมากที่สุด และกระตือรือร้นที่อยากจะได้งาน แต่อย่ามากเกิน
· รู้ข้อมูลบริษัทอย่างละเอียด กระบวนการผลิต, การจัดการบริหารจัดการ, โดยเฉพาะวัฒนธรรมองค์กร และงานที่เขาจะมอบหมายให้เราทำ
· อันนี้เรื่องใหญ่หาข้อมูลมาให้ได้ด้วยว่าฐานเงินเดือนที่เขาตั้งไว้ให้ได้เท่าไร ไป search ใน google ได้อาจมีครับ อาจหาตำแหน่งวิศวกรก็ได้ ส่วนใหญ่ Safety จะมีเงินเดือนน้อยกว่า วิศวกรประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์
· หาข้อมูลของผู้ที่สัมภาษณ์ว่าเป็นคนอย่างไร เขาต้องการอะไรโดย ถามเพื่อน รุ่นพี่ คนรู้จักทีทำงานในนั้น หรือถ้าไม่มีจริงๆก็ลองหาใน google พิมพ์ว่า ใครเคยสัมภาษณ์ที่บริษัท… “ มักจะไปเจอใน Pantip ครับ
· ให้ไวก็ถามพี่ๆ คนรู้จักที่ทำงานเกี่ยวกับการจัดหางาน หรือ Recruitment ถึงเทคนิค สุดยอดวิธีคิด คือถามผู้รู้ครับ ไม่ต้องคิด
· เตรียมการแนะนำตัว หรือ Present เป็นภาษาอังกฤษให้คล่องแคล่ว สำเนียงให้งาม ออกเสียงให้ชัด (Pronunciation), เสียงสูงต่ำเป็นจังหวะ (Intonation), ศัพท์สวยๆ (vocabulary) และ ไวยกรณ์เป๊ะๆ (Grammar) อย่ากลัว อย่าอาย ถ้ากลัวและอาย อดแน่นอน ไปซ้อมได้ที่ Youtube พิมพ์ Job Interview introduce yourself” ครับ

ภาพ : www.beegees82.tistory.com

คำแนะนำในวันสัมภาษณ์
· เตรียมตัวให้พร้อม นอนให้ไว หลับให้สนิท
· แต่งกายให้สุภาพ สีเสื้อที่สบายตาช่วยให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกผ่อนคลายเวลาสัมภาษณ์เรา เช่น สีฟ้าอ่อน ส่วนสีเทาไม่ค่อยดีเท่าไรเพราะทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกหมองๆ ไม่สดชื่น
· หวีผมจัดแต่งทรงให้เรียบร้อย
· ดับกลิ่นตัวหมดจด
· ต้องไปก่อนเวลาอย่าน้อย 30 นาที
· ขณะสัมภาษณ์ต้องมีสติตลอดเวลา อย่าตื่นตระหนก
· ตั้งใจฟังคำถามให้ดี
· อย่าโกหก
· ยิ้มเล็กน้อย เวลาที่ฟัง และตอบคำถาม
· อย่าหยิ่งผยอง ไม่มีใครต้องการคนแบบนี้เขามาสร้างปัญหาให้องค์กรครับ
· อย่ากังวลว่าเกรดเฉลี่ยน้อยไม่ต้องกลัวครับ หลายที่ไม่ต้องการคนเก่งงาน แต่ว่าต้องการคนเก่งเรื่องคน และเขากับวัฒนธรรมองค์กรของเขาได้ครับ ปัจจุบัน EQ และทัศนคติที่ดีสำคัญกว่า งานเรียนรู้กันได้ และวิชาการตามกันทัน (ประสบการณ์ตรง คนที่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน สัมภาษณ์ที่เดียวกับผมขอเงินเดือนพอกัน แต่ผมได้งานครับ เพราะเราวางแผนมาดีกว่า ทั้งที่เราได้เกรดสู้เขาไม่ได้เลย)
· จำไว้เสมอว่า เขารับเรามาแก้ปัญหานะครับ เราต้องแสดงให้เขามั่นใจว่าถ้ารับเราแล้วเราแก้ได้ แต่ไม่ได้ไปสร้างปัญหาให้เขาซะเอง
· อย่าลืมถามอนาคตความก้าวหน้าอาชีพของตัวเองด้วยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรกับที่นี่ และดูสิว่านายเราเก่งมั้ย ฉลาดมั้ย มีกึ๋นหรือเปล่า มีอะไรที่สามารถเรียนรู้ได้ สอนเราได้บ้าง แต่ถ้าดูแล้วไม่ดี ไม่มีอนาคตปฏิเสธงานนี้ได้เลยครับ ไม่ได้มีผลดีต่อเรานักครับ
ภาพ : www.taringa.net

คำถามแปลกๆทีอาจจะเจอ
· คุณขอเงินเดือนมาขนาดนี้ ยกตัวอย่าง 18,000 บาท คุณจะทำอย่างไรให้เราได้กำไรมามากว่า 18,000 บาทที่เราลงทุนจ้างคุณไป?
· คุณเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการตั้งเงินเดือนของคุณ คุณมีดีอะไร?
· ถ้านายจ้างไม่สนับสนุนไม่ร่วมมือกับคุณแล้วคุณจะทำอย่างไร?
· ข้างในโรงงานน่ะ ดื้อๆ นักเลงทั้งนั้นคุณจะอยู่ได้เหรอ อายุงานเก๋าๆทั้งนั้น?
· คุณมีดีอะไรกว่าเพื่อนๆคุณที่จบมาเหมือนๆกัน
· ใครเป็นบุคคลต้นแบบของคุณ เขามีดีอะไร ? (อยากดูหน้าที่การงานในอนาคตของคุณ)
· เพื่อนสนิทของคุณนิสัยมันเป็นยังไงบ้าง? (อยากทราบว่าคุณเป็นยังไง)
· ถ้าพนักงานไม่ปฏิบัติตามที่คุณแนะนำคุณจะทำอย่างไร?
ท้ายที่สุดแล้ว การสัมภาษณ์งานการเตรียมตัวที่ดีที่สุดนอกเหนือจากจากที่เขียนไว้แล้วก็คือ ต้องเตรียมรูปแบบการตอบในแต่สถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย หรือปรับเปลี่ยนตนเองได้ตามสถานการณ์ (dynamic situation)” และอย่าโอเว่อร์จนเกินไป จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองครับ การไปสัมภาษณ์งานควรไปสัมภาษณ์กับบริษัทที่เราอยากได้จริงๆ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่ายครับ แต่ถ้าต้องการเก็บประสบการณ์ก็เป็นอีกวิธีที่ดีครับ สัมภาษณ์มากประสบการณ์มาก
คิดซะว่าการสัมภาษณ์งานก็คล้ายๆกับเราไปจีบสาวนะครับ คิดเอาเองตามประสบการณ์ของแต่ละคน จีบยังไงจีบให้ติด มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไร
 ภาพ : www.iam.hunsa.com


แถมเพิ่มเติม
5 secrets of Job interview
โชคดีครับ ขอให้ได้งานดีๆทำทุกคนครับ

ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ลูกน้อยอาจหูหนวกได้...ถ้าไม่ป้องกัน



ภาพ : www.108plus.com

หลายคนไม่ทราบว่าการรับรู้การได้ยินของเด็กนั้นไวมาก เราสามารถสังเกตได้จาก การที่เขาสะดุ้ง หรือตื่นขึ้นมา หันควับไปทางใดทางหนึ่ง อันนี้เกี่ยวกับแม่ซื้อหรือเปล่า ผมไม่มั่นใจนัก เรื่องราวของแม่ซื้อสามารถดูได้ที่ "ตำนานลึกลับแม่ซื้อ"
ในทางการแพทย์นั้นได้กล่าวไว้เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในการรับรู้การได้ยินเป็นดังนี้ครับ

พัฒนาการของเด็กต่อการได้ยิน
  • 0-4 เดือน : สะดุ้งทันที ที่ได้ยินเสียงดัง
  • 3-6 เดือน : สามารถหันไปตามทิศทางของเสียงได้ รู้ชื่อตัวเอง ยิ้ม ร้องไห้ เมื่อได้ยินเสียงดุ เสียง
  • 6-10 เดือน : เริ่มตั้งใจฟังเวลามีคนคุยด้วย และขยับไปยังแหล่งกำเนิดเสียงได้ เช่น ประตู สุนัข เห่า
  • 10-15 เดือน : เริ่มพูดอ้อแอ้ได้ เรียบเรียงคำพูดได้บ้าง
  • 15-18 เดือน : เริ่มเข้าใจประโยคง่ายๆ เช่น ไม่ อย่า บ๊าบ บาย และเข้าใจศัพท์อื่นๆ ประมาณ 20 คำ

ถ้าไม่สามารถตอบสนองตามที่ระบุไว้อาจมีความเสี่ยงเรื่องของการสูญเสียการได้ยินได้ควรรีบไปพบแพทย์

ภาพ : www.108plus.com  
วง Spice girl และครอบครัว พร้อมอุปกรณ์ป้องกัน

สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินของเด็ก

ภาวะที่อยู่ในครรภ์มารดาก็อาจมีความเสี่ยงได้ เช่น การติดเชื้อไข้หัดเยอรมัน เชื้อหวัด การขาดออกซิเจนในครรภ์ และสภาวะความผิดปกติของยีน
ในประเทศสหรัฐอเมริกา 1.3 ล้านคนของเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี เป็นโรคเสื่อมสมรรถภาพในการได้ยิน อันมีสาเหตุจากการติดเชื้อในหูในระยะ 3 เดือนแรก สมองบวม การได้รับยา antibiotic ผ่านกระแสเลือด และยังสามารถสังเกตได้จากการไม่สะดุ้ง ไม่ตื่น เมื่อได้ยินเสียงดัง

นอกจากนี้ยังเกิดจากการไม่เอาใจใส่ของผู้ปกครอง เช่น นำไปด้วยในสถานที่ก่อสร้าง โรงงาน ไปดูรถแข่งไปชมดนตรี ร้านอาหารที่เสียงดัง ฟู้ดคอร์ท ตลาด ซุปเปอร์มาเกต แม้กระทั้งการเปิดเพลงเสียงดังในรถ และ การเลือกของเล่นที่มีเสียงดังเกินไปสำหรับเด็ก (82-85 เดซิเบล) ซึ่งสำหรับเด็กแล้วไม่ควรได้ยินเกิน 1 ช.ม.ต่อวัน เช่น ปืน รถแข่ง รถเข็นที่มีเสียงเพลง และ ขณะหัดเดิน เป็นต้น




ภาพ : www.earplugstore.com

วิธีการป้องกัน
  • คุณสามีต้องดูแล ภรรยาดีๆ อย่าให้ติดเชื้อดังกล่าวขณะตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปในพื้นที่มีมีเสียงดัง และอย่าให้เล่นของเล่นที่มีเสียงดังเกินไปนานๆ
  • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเีสียงดัง อุปกรณ์ลดเสียงสำหรับเด็ก (kid earmuff)
  • คอยหมั่นดูแล และสังเกตพฤติกรรมของลูกน้อยสม่ำเสมอ

แหล่ง
http://www.esafetythailand.com
http://www.babaycenter.com
http://www.babyhearing>org
http://www.entnet.org

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เที่ยวงาน Metalex 2010



ภาพ: บรรยากาศการลงทะเบียน

พอดีมีนัีดทานข้าวกับเพื่อนเกาหลีที่อมตะนครก็เลยแวะไปงาน Metalex ซักหน่อย ดูภาพบรรยากาศกันเลยดีกว่าครับ ในงานเจอคนต่างชาติเยอะมาก เจ้าหน้าที่ก็ขอนามบัตรเพื่อไปลงทะเบียนให้แต่ถ้าไม่มีนามบัตรก็ต้องไปกรอกเอกสารเองครับ ผมก็ให้นามบัตรวิทยากรผมไปเจ้าหน้าที่ก็งงๆ เพราะไม่มีชื่อบริษัท ก็ผมไม่มีบริษัทนี่นา



ภาพ: บริษัทจากประเทศสิงคโปร์ และเกาหลี


ผมประทับใจมากกับงานเชื่อมเป็นเรือที่มีความสวยงามมากขนาดนี้กับงานโลหะที่บ่งบอกถึงความปราณีต และตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา


ภาพ : บรรยากาศแต่ละบู้ท


เจอของหนักๆมาเยอะแล้วพักสายตากันนิดนึง เพื่อจะได้หายเมื่อย กันบ้างครับ ซึ่งหลายๆบู้ทก็มีเจ้าหน้าที่สวยๆ น่ารักยืนประจำที่บู้ทกันเต็มไปหมด เหมือนมางาน Motor show ยังไงไม่รู้



และแล้วก็เดินมาถึงบู้ทของ 3M ประเทศไทย ซึ่งไม่ได้ออกบู้ทเกี่ยวกับเครื่องจักรขนาดใหญ่ แต่ในการทำงานก็ขาดเสียไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และเครื่องมือที่มีความปลอดภัยในการทำงาน



ภาพ : อุปกรณ์ความปลอดภัยในงายเชื่อม และ อุปกรณ์งานขัด



แต่มีสิ่งหนึ่งสะดุดตามากผมมาก็ คือ เจ้าหน้ากากงานเชื่อม PS100 ซึ่งมีรูปแบบที่สวยงามโดนใจมาก เขาว่าเป็นหน้ากากงานเชื่อมราคาประหยัด แต่คุณภาพดีมาก หน้าจอขนาดใหญ่ เลนส์ทำจากโพลีคาร์บอเนต และยังได้การรับรองมาตรฐานของยุโรปด้วย ตลอดจนสามารถช่วยระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการหายใจออกของเราได้ด้วย

ภาพ : หน้ากากงานเชื่อม PS 100

วันนี้คงจบเท่านี้นะครับ พบกัยใหม่ใน Metalex 2011

ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.esafetythailand.com

www.pramoteo.com

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เทคโนโลยีใหม่เพื่อการทำงานอย่างปลอดภัย 3M



เมื่อวานนี้ผมไปร่วมงานสัมมนา "เทคโนโลยีใหม่เพื่อการทำงานอย่างปลอดภัย" ของบริษัท 3M ประเทศไทย จำกัด โดยผู้บรรยาย คือ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของ 3M ทั้งในและต่างประเทศ หัวข้อในการบรรยายเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่

1. E-A-Rfit validation
2. Active Hearing conservation
3. P & SAR (Power and Supplied-Air respirator)
4. PortaCount



ภาพบรรยากาศงานลงทะเบียน


งานจัดที่โรงแรม Miracle Grand และจัดได้อลังการมากๆ พร้อมด้วยพิตตี้ต้อนรับ มากมาย เนื้อหาค่อนข้างเยอะสำหรับวันนี้ผมขอบรรยายเป็นภาพรวมแล้วกันนะครับ ส่วน 4 หัวข้อที่เหลือจะสรุปลงลึกให้อ่านกันในครั้งหน้า



วิธีการทดสอบ E-A-Rfit validation


E-A-Rfit validation

เทคโนโลยีล่าสุด เพื่อตรวจวัดค่าการลดเสียงส่วนบุคคลในการสวมใส่ปลั๊กลดเสียง (PAR= Personal Attenuation Rating) และยังสามารถเก็บข้อมูลของแต่ละบุคคลได้ ซึ่งช่วยในการเฝ้าระวังการได้รับอันตรายจากเสียงดังของกลุ่มเสี่ยง, ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำโครงการอนุรักษ์การได้ยิน โดย E-A-Rfit Validation system




อุปกรณ์ลดเสียงชนิดสื่อสารได้


Active Hearing conservation

เป็นอุปกรณ์ลดเสียงดัง และสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขจัดปัญหาและของอุปสรรคในการสื่อสาร อันเนื่องมาจากการสวมใส่ครอบหูลดเสียง หรือปลั๊กลดเสียง โดยอุปกรณ์ประกอบด้วยเทคโนโลยีทั้งชนิดที่มีสายเพื่อประกอบเข้ากับวิทยุสื่อสาร และไร้สาย หรือ Bluetooth มากไปกว่านั้นยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเติมในการฟัง MP3, FM/AM, level-dependent ในการป้องกันเสียงกระแทกหรือ Impulse noise, radio communication build-in ที่สามารถสื่อสารได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร และอุปกรณ์ชนิด ATEX ในการป้องกันการระเบิด สำหรับอุตสาหกรรม Oil and Gas เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เกิดความเพลิดเพลินในการทำงาน ปลอดภัย และสื่อสารได้ นับว่าเป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์มากครับ



Mr.Albert Khoo กำลังบรรยายเกี่ยวกับ P&SAR


P&SAR (Power and Supplied-Air respirator)

อุปกรณ์ปกป้องระบบทางเดินหายใจชนิดในพลังงานแบตเตอรี่ และสายส่งผ่านอากาศ เป็นเทคโนโลยีที่อาศัยหลักการของ Positive pressure คือ การส่งผ่านอากาศเข้าไปยัง Headgear (ที่คลุมศีรษะ) เพื่อผ่านไปยังระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นสารปนเปื้อนในบรรยากาศจะไม่สามารถเข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งมีค่าระดับการป้องกันตั้งแต่ 25 เท่าจนถึง 1000 เท่าของค่า TLV ของสารอันตรายนั้นๆ ประสิทธิภาพในการป้องกันขึ้นอยู่กับชนิดของ Headgear ที่เลือกใช้งาน ปัจจุบันได้มีการพัฒนาหลักการปรับแต่งในการใช้งานได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม



อุปกรณ์สำหรับทำ Quantitative fit test

PortaCount (Quantitative fit test)

เป็นเทคโนโลยีในการตรวจวัดความกระชับของหน้ากากในเชิงปริมาณ (Quantitative) ซึ่งอ่านค่าเป็นเปอร์เซ็น มีข้อดีคือช่วยให้ทราบว่าผู้สวมใส่สวมใส่หน้ากาก สวมใส่ได้กระชับเพียงใด โดยพิจาณาจากค่า APF ของหน้่ากากนั้นๆ (Assign Protection Factor) ยกตัวอย่างเช่นหน้ากากชนิดครึ่งหน้ามีค่า APF = 10 ดังนั้น ค่าที่ได้จากการทดสอบต้องไม่ต่ำกว่า 100% ถ้าต่ำกว่า 100 % ก็หมายความว่า หน้ากากรุ่นนี้ขนาดนี้อาจไม่เหมาะสมกับใบหน้าของผู้สวมใส่ Quantitative Fit test แสดงผลเชิงปริมาณได้อย่างชัดเจนมากกว่าการทำการทดสอบแบบ Qualitative Fit test ที่ทราบเพียงแค่ว่ากระชับหรือไม่กระชับเท่านั้น

ผมชอบ และประทับใจที่ว่า 3M นำสิ่งดีๆที่ช่วย update ความรู้ด้านความปลอดภัยให้กับเราเสมอ และเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่มี หรือหาได้น้อยในตำราเรียน ช่วยให้เราได้ตามทันโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาครับ แต่ละหัวข้อย่อยจะทยอยๆ เขียนให้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ

คิดเห็นอย่างไร หรือใครไปงานมาแล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้นะครับ