วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

จิตสำนึกความปลอดภัย ตอนที่ 4 : สาเหตุแอบแฝง



ความเดิมตอนที่แล้วเราได้เห็นวิธีการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Talk to) แต่เหตุใดพฤติกรรมเสี่ยง (At risk) เหล่านี้ถึงได้เกิดขึ้นล่ะ มันเป็นพฤติกรรม หรือโรคติดต่อหรือเปล่าก็ไม่รู้ เรามาดูกันดีกว่าครับ
การที่คนแสดงพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยนั้นมีหลายสาเหตุ แต่หลักๆแล้วมีสาเหตุแอบแฝงดังต่อไปนี้
สาเหตุแอบแฝง(underlying causes)
  1. ขาดความรู้ หรือไม่ได้รับการอบรม
  2. คิดว่ามันไม่เกิดขึ้นตอนนี้หรอก
  3. ทัศนคติไม่ดีต่อความปลอดภัย
  4. ไม่เข้าใจการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัย
  5. ทำแบบนี้มานานแล้วก็ไม่เป็นอะไร
  6. ทำตามพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยของคนหมู่มาก
  7. สะดวกอิสระ สบาย เอาง่ายเข้าว่า
  8. ให้ความสำคัญผลผลิตมากเกินไป
  9. สภาพจิตใจในขณะนั้น เป็นกังวล จิตใจไม่ปกติ



ลองย้อนกลับไปอ่าน ตัวอย่างที่ 2 ของตอนที่ 3 ดูสิครับว่าสาเหตุแอบแฝง คือ หัวข้อใด ผมให้เวลา 1 นาทีครับ
เฉลย คือ ข้อที่ 1, 4 และ 7 คือ พนักงานไม่มีความรู้ว่าทินเนอร์มันอันตรายต่อสุขภาพเพียงใด, ไม่ทราบว่าตลับกรองที่สวมใส่อยู่หมดอายุซะแล้ว และปฏิสธการสวมใส่หน้ากากเพราะว่าสบายกว่า
แต่คนเรา หรือหัวหน้างานมักจะด่วนพิพากษาก่อนเลย คือ ตัดสินจากตาของเราที่เห็น เช่น พนักงานไม่ใส่หน้ากาก ก็สรุปเลยว่าไอ้นี่ไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเลย แต่แท้จริงแล้วอาจมาจาก ข้อที่ 1 ก็ได้ คือ ขาดความรู้ ไม่ได้รับการอบรม
ผมมีตัวอย่างหนึ่งน่าสนใจมากที่ได้ยินมาจาก อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ เรื่องมันมีอยู่ว่า

 ภาพ : citicab.weebly.com

“บริเวณจุดกลับรถแห่งหนึ่ง คนขับรถเก๋งสุดหรูกำลังรอที่จะกลับรถที่จุดกลับรถ อย่างไม่รีบร้อน ทันใดนั้นเอง แท๊กซี่ที่อยู่ด้านหลังกดแตรไล่ ปิ้นๆๆๆ คนขับรถเก๋งก็อารมณืเสียขึ้นมาทันที และไม่สนใจไม่ยอมกลับรถสักทีนานอยู่หลายนาที แม้ว่ารถจะว่างแล้ว คนขับรถเก๋งก็ไม่ขยับไปไหน แท๊กซี่ก็กดแตร์ต่อไป ทั้งถี่ ทั้งยาว สนั่นหวั่นไหวมากกว่าเดิม คนขับรถเก๋งโกธรจัด หูแดง ควันออกจมูก ลงจากรถ ด้วยใบหน้าที่แดงกร่ำ ด้วยความโกธร และเดินตรงไปที่แท๊กซี่ และบอกว่า…”
คนขับรถเก๋ง : ลุง มีปัญหาอะไร!
ลุงขับแท๊กซี่: รถก็ว่างแล้วทำไมคุณไม่ไปล่ะครับ แต่ตอนนี้ผมไม่รีบแล้วล่ะ
คนขับรถเก๋ง : ทำไมล่ะ! และเหลือบมองเข้าไปที่เบาะหลัง เห็นหญิงสาวนอนแน่นิ่ง
ลุงขับแท๊กซี่: ผมมีคนป่วยมาด้วยเขาต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วน แต่สายไปเสียแล้วล่ะ เขาเสียชีวิตแล้วครับ
คนขับรถเก๋ง : แน่นิ่ง มือสั่น ทำอะไรไม่ถูกและรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ตนเองทำลงไปเนื่องจากไม่ทราบสาเหตุก่อน
ตัวอย่างนี้ค่อนข้างชัดเจน ผมคงไม่อธิบายแล้วนะครับว่า การไม่ค้นหาสาเหตุแอบแฝงก่อน หรือสรุปเอาเอง ไม่ห้อยคำพิพากษาก่อน ผลสุดท้ายมันเป็นอย่างไร
 ภาพ : www.smu.edu.sg


คำถามที่เป็นประโยชน์
  • ที่ทำงานของเราพนักงานพนักงานทำพฤติกรรมเสี่ยง (At risk ) บ้างหรือเปล่า?
  • พนักงานเหล่านั้นทำพฤติกรรมเสี่ยงเนื่องจากสาเหตุ (Underlying causes) เหล่านี้หรือไม่?
  • เราจะใช้วิธีใดในการเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ what if และ talk to สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่?
  • เราเคยด่วนพิพากษาก่อนเลยหรือเปล่า?
 ภาพ : www.dir.coolclips.com


สรุป
อย่าด่วนพิพากษา เพราะถ้าเราไม่มีการค้นหาสาเหตุแอบแฝงก่อน อาจทำให้เราเข้าใจผิด เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์มักคิดในแง่ลบก่อนเสมอ (Negative thinking) ที่มากไปกว่านั้น การไม่ค้นพบสาเหตุแฝงที่แท้จริงยังทำให้เกิดการกระทำที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าวซ้ำไป ซ้ำมา จนเกิดการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุได้ และผลที่ตามมาคือเราจะเห็นว่าพนักงานทำงานปลอดภัยก็แค่เฉพาะเวลาที่เราเข้ามาตรวจเท่านั้น แล้วตอนที่เราไม่ได้มาตรวจล่ะครับ?

ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จิตสำนึกความปลอดภัย ตอนที่ 3 : คุยกันดีๆก็ได้



ภาพ :dir.coolclips.com

ความเดิมตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 เราได้พูดถึง "การใส่ใจ ให้ความรัก และเทคนิคสังเกตความปลอดภัยไปแล้ว" และดำเนินเรื่องมาถึง กรณีศึกษาที่ 1 จากเหตุการณ์นี้

"พนักงานผสมสารเคมี ใส่ผ้าปิดจมูก และปฏิเสธที่จะสวมหน้ากากที่มีมาตรฐาน แต่อุปกรณ์อื่นๆใส่ครบหมด อย่างถูกต้องเราจะทำอย่างไร?"

ภาพ : www.moetama.biz


ตัวอย่างที่ 1

หัวหน้างาน : ใส่หน้ากากเดี่ยวนี้ เดี๋ยวถ้าผู้จัดการมาเห็นแล้วเดี๋ยวฉันจะเดือดร้อน
ลูกน้อง : ทำหน้า งงๆ?? แล้วก็ไปหยิบมาใส่
เมื่อหัวหน้าเดินจากไป : ลูกน้องก็ถอดออก และทำงานต่อไป...

จากตัวอย่างเบื้องต้นจะเห็นว่า

"สิ่งที่หัวหน้าทำคือสั่งอย่างเดียว เอาเหตุผลส่วนตัวมาบังคับให้ลูกน้องใส่หน้ากาก เพราะกลัวตัวเองจะเดือดร้อน แต่ไม่ได้แสดงความห่วงใยลูกน้องเลย" แล้วลูกน้องล่ะก็จะทำตามแค่ตรงน้ัน สักพักก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม คือ "ไม่ได้มีโอกาสพูดซักคำ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องใส่หน้ากาก ทำไมหัวหน้าต้องอารมณ์เสีย ฉันหน้าเหมือนบรรพบุรุษเขาหรือไง ฉันทำอะไรไม่ถูกต้อง ใส่หน้ากากแล้วมันจะช่วยอะไรฉันได้ ถ้าฉันไม่ใส่แล้วมันจะเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจ... งง ทำหน้าเหมือนหมาสงสัย" ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความปลอดภัยจากเหตุการณ์นี้กลายเป็นเป็นเรื่องล้มเหลว ไปซะแล้ว

มาดูสถานการณ์เดียวกันแต่การกระทำต่างกันบ้างครับ

ตัวอย่างที่ 2

ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com


หัวหน้างาน : สวัสดีสมชาย (ชื่อลูกน้อง)กำลังทำอะไรอยู่ เหนื่อยมั้ย?
ลูกน้อง : กำลังผสมทินเนอร์อยู่ครับพี่ ก็เหนื่อยเหมือนกันครับ
หัวหน้างาน : มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ เออนี่สมชาย! พี่เห็นสมชายใส่ PPE ครบเลยแต่ ทำไมไม่ใส่หน้ากากรองสารเคมีล่ะ
ลูกน้อง : โฮ้ยพี่ ผมไม่ใส่หรอก มันป้องกันไม่ได้ ใส่แล้วได้กลิ่นสารเคมีอยู่ดี ผมเลยไม่ใส่ดีกว่า
หัวหน้างาน : สมชายใส่มานานหรือยัง แล้วก่อนหน้านั้นใส่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ลูกน้อง : แรกๆมันไม่มีกลิ่นนะพี่ แต่สักอาทิตย์ผ่านไปมันได้กลิ่นเคมีฉุนมาก สู้ผมไม่ใส่ยังจะดีกว่าไม่รู้ไอ้เซฟตี้มันเลือกมาให้ใส่ ได้ยังไง
หัวหน้างาน : ถ้าได้กลิ่นสารเคมีนั้นหมายความว่าตลับกรองหมดอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนใหม่
ลูกน้อง : อ้าว!!! ทำไมไม่เห็นมีใครบอกผมเลย แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ใส่
หัวหน้างาน : ทำไมล่ะครับ
ลูกน้อง : มันหนัก หายใจไม่สะดวก เทอะทะ ใส่ลำบาก ผมก็ใส่ไม่ค่อยเป็นด้วย
หัวหน้างาน :ถ้าไม่ใส่หน้ากาก แล้วดมกลิ่นทินเนอร์ ทุกวัน ทุกวัน อะไรจะเกิดขึ้นกับคุณล่ะ
ลูกน้อง : หยุดนิ่ง คิดสักไปขณะหนึ่ง ผมเข้าใจแล้วผมคงอายุไม่ยืนแน่ๆเลยพี่ แล้วลูก เมียผมคงจะลำบาก แล้วก็บอกหัวหน้าว่า พี่ไอ้ตลับกรองรุ่นนี้ยังมีเหลือมั้ยพี่ ผมคิดได้แล้วว่าผมต้องเอามาใส่
หัวหน้างาน :ยังมีเหลือเดี๋ยวไปเบิกได้ที่สโตร์ แต่เดี๋ยวพี่จะหาตัวใหม่ที่ หายใจได้สะดวก น้ำหนักเบา ไม่เทอะทะ และให้ผู้เชี่ยวชาญเขาเข้ามาสอนให้ดีมั้ย เผื่อมีอะไรสงสัยจะได้สอบถามโดยตรงเลย
ลูกน้อง : ดีมากเลยครับ พี่ขอบคุณมากครับ
หัวหน้างาน :ไม่เป็นไร พี่ขอบใจสมชายเหมือนกันนะที่ทำให้รู้ว่าหน้ากากรุ่นนี้มันมีปัญหาอย่างไร ช่วยแนะนำเพื่อนๆด้วยล่ะ
ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com

จากตัวอย่างที่ 2 เราพบว่า

หัวหน้างาน : มีการทักทาย เป็นกันเอง เรียกชื่อ เปิดโอกาสให้อธิบาย ใช้คำถามให้ลูกน้องฉุกคิด ดำเนินการแก้ปัญหาให้ตามที่ลูกน้องต้องการ ลูกน้องมีโอกาสได้พูดคุยถึงปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และกล่าวขอบคุณ

ลูกน้อง : รู้สึกว่าหัวหน้ามีความเป็นกันเอง ใส่ใจ เปิดโอกาสให้ได้อธิบาย ช่วยให้เขาคิดได้ และมีความจริงใจในการแก้ปัญหา



                                                   ภาพ : www.hokusatu-roan.jimdo.com
  
สรุป
คนส่วนใหญ่จะไม่ปฎิบัติตามถ้าไม่ทราบสาเหตุหรือเหตุผล (Talk to) การที่ไม่ต้องบอกอะไรเลยแต่ใช้การตั้งคำถาม (what if) ให้เขาฉุกคิดได้ได้เองดีกว่าการสั่ง หรือบอกไปซะทุกอย่าง การแสดงความเอาใจใส่ และใช้แรงเสริมทางบวก (positive reinforcement) ช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่ความปลอดภัยแบบยั่งยืนได้ (Behavior change)

คำถามที่เป็นประโยชน์

เราสังเกตเห็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัยแล้ว ทำอย่างไร

1. ทำเหมือนตัวอย่างที่ 1
2. เดินหนี
3. มองจ้องจนเขาหยิบหน้ากากมาใส่แล้วก็เดินไป
4. ทำเหมือนตัวอย่างที่ 2 แต่ไม่ทำตามที่สัญญาไว้

ตอนที่ 4 เราจะมาคุยกันเรื่องอะไรต่อ รออ่านได้นะครับ


ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com


วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จิตสำนึกความปลอดภัย ตอนที่ 2 : ทำไมไม่ใส PPE




ผมได้เดินทางไปให้คำปรึกษา และสำรวจเกี่ยวกับการปกป้องระบบทางเดินหายใจในโรงพยาบาลต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง และได้คุยกับ
คุณลุงใจดีคนหนึ่งในห้องตัดเฝือก จึงได้ทักทายกัน
ปราโมทย์ : สวัสดีครับคุณลุง ใช้ผ้าปิดจมูกมานานหรือยังครับ
คุณลุง : หยุดคิด…ใช้มาเป็น 10 ปีแล้ว ซักบ้าง พอขาดหรือเปื่อยก็เปลี่ยนอันใหม่
ปราโมทย์ : ห้องตัดเฝือกฝุ่นเยอะนะครับ ผมว่าผ้าปิดจมูกที่คุณลุงใช้อยู่มันไม่มีมาตรฐาน และไม่สามารถกรองฝุ่นจากงานตัดเฝือกได้นะครับ แล้วผมก็หยิบหน้ากากมาตรฐานให้ และบอกว่าต้องใช้หน้ากากที่มีมาตรฐานรับรองแบบนี้ครับ และลองสวมใส่ให้คุณลุง
คุณลุง : ขอบใจมากนะ ก็สงสัยมานานว่าทำไมใส่ผ้าปิดจมูกแล้วมันคันจมูกอยู่อีก เดี๋ยวลุงจะให้ทางโรงพยาบาลเขาสั่งแบบนี้มาใช้
1 ปีถัดมา ผมได้ไปโรงพยาบาลแห่งนี้อีกครั้ง และได้ทราบข่าวคุณลุงได้เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากการใช้หน้ากากผิดประเภท (ผ้าปิดจมูก) มาเป็นระยะเวลานานนับ 10 ปี ก่อนที่จะมีการรณรงณ์เรื่องของ อาชีวอนามัย และความปลอดภัยอย่างจริงจัง ภายในปอดพบฝุ่นขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก อันเนื่องมาจากหายใจเอาฝุ่นจากการตัดเฝือกเข้าไปในปอดจำนวนมากและยาวนาน
จากเรื่องเล่าทั้งหมดทำให้ผมทราบว่า การที่พนักงานไม่สวมใส่ PPE หรือ สวมใส่ PPE ผิดประเภทนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความไม่รู้ แต่จากประสบการณ์ที่ผมสัมผัสมาจากการให้คำปรึกษากับหลายบริษัททั่วประเทศ กลับได้ยินมาในลักษณะเดียวกันว่า “บริษัทก็จัดหาให้แล้ว กฎระเบียบก็มีแล้ว เตือนก็แล้ว สารพัด แต่ก็ยังไม่ยอมสวมใส่กัน” และมาตรการที่นำมาใช้เพิ่มเติม คือ “การลงโทษ ปรับเงิน หรือให้หยุดห้ามปฏิบัติงานจนกว่าจะสวมใส่ให้เรียบร้อย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้” แต่แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะกะดึกความปลอดภัยก็จะหย่อนยานตามๆกันไป บางทีถึงขนาดทำโทษให้มานั่งที่โรงอาหารห้ามไปไหนทั้งวัน อายเพื่อนอีก (Don't put sportlight to someone )
ผมมีโอกาสได้บินไปศึกษาเพิ่มเติมจากปรมจารย์ ด้านพฤติกรรมความปลอดภัย (Behavior-Base Safety) ผู้ซึ่งมีประสบการณ์เกือบ 40 ปี ชาวแคนาดา สิ่งที่ได้กลับมาและ เป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านความปลอดภัย คือ “การสังเกตและสื่อสาร” (Observation and Communication) ซึ่งมันไม่ได้เพียงแค่ “เห็น หรือ ได้ยิน หรือ บอก” เท่านั้น (seeing, hearing, telling) แต่มันลึกกว่านั้น คือ “สังเกต, ฟัง และอธิบาย” (observing, listening and explanation)
มนุษย์ "ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง มาบังคับ มาตั้งกฎ ตั้งกติกา ทุกคนชอบอิสระ" ซึ่งที่ทำได้ดีที่สุด คือ "แนะนำ ทำให้เขาคิดได้เอง ว่าต้องทำอย่างไร ฟังเขาให้มาก และเสนอในสิ่งที่เขาต้องการ และเราต้องการในทิศทางที่ชนะทั้งคู่ (win-win)"

กรณีศึกษาที่ 1
พนักงานผสมสารเคมีใส่ผ้าปิดจมูก และปฏิเสธที่สวมหน้ากากที่มีมาตรฐาน แต่อุปกรณ์ PPE อื่นๆใส่ครบหมด อย่างถูกต้องเราจะทำอย่างไร?


เอาไว้ต่อตอนที่ 3 นะครับ ยาวเกินเดี๋ยวจะเบื่อ ไว้จะเอาเรื่อง PPE ไปผูกกับเรื่องถัดไปครับ)

ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

จิตสำนึกความปลอดภัย ตอนที่ 1


ภาพ : www.3m.com


เรื่องของเรื่องมันเป็นแบบนี้…
ผู้ปฏิบัติงาน
“อุบัติเหตุมันไม่เกิดขึ้นกับฉันตอนนี้หรอก, ฉันก็ทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ก็ไม่เห็นจะเคยได้รับบาดเจ็บอะไรเลย, คุณรู้มั้ยว่าที่คุณสั่งให้ผมทำโน้น ทำนี่ เกี่ยวกับความปลอดภัยมันทำให้ผลผลิตของผมล่าช้า, ทำไมไม่เห็นมีใครบอกผมเลย, คุณไม่ได้ทำงานเหมือนผมคุณจะไปรู้อะไร”
หัวหน้างาน
“นี่คุณจะต้องให้ผมบอกตั้งกี่ครั้งถึงจะยอมสวมใส่หน้ากากซะที, อย่าให้ผมเห็นคุณทำแบบนี้อีกทีนะ, อ่านหนังสือไม่ออกหรือไง ว่าต้องสวมหมวกนิรภัยในที่นี้, ไปเอาคู่มือความปลอดภัยมาต้มกินซะจะได้ไม่ต้องให้ผมคอยมาบอก, คุณเป็นอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผม อย่างมากผมก็ช่วยงานให้คุณแค่ 500 บาท, คุณต้องทำตามแบบนี้นะอย่าให้ผมต้องเดินมาเห็นอีกนะ,คุณอยากทำอะไรก็เรื่องของคุณแต่อย่าให้เรื่องเดือดร้อนถึงผมก็แล้วกัน”

ภาพ : www.dreamstime.com

คำพุดเหล่านี้ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยิน หรือเคยใช้บ้างในที่ทำงาน พวกเราคิดว่าคำพูดอย่างนี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับการบริหารความปลอดภัยในองค์กรของเรา… แน่นอนครับ คำพูดเหล่านี้มันมีความหมายไปทางด้านลบ (Negative responses) และ บ่งบอกได้ถึงทัศนคติ และจิตสำนึกด้านความปลอดภัยของคนในองค์กรว่า โดยมีการแสดงผลออกมาทางพฤติกรรมความปลอดภัย

ภาพ : www.dreamstime.com

ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของ อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยบอกว่า “ต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ผมก็เลยเอามาเปรียบเทียบจากประสบการณ์ในการทำงานจริง คำตอบก็เป็นอย่างที่อาจารย์บอก “องค์กรใดก็ตามถ้าผู้บริหารได้แสดงความห่วงใย ใส่ใจ ความปลอดภัย ออกมจากใจจริง พนักงานจะสามารถสัมผัสได้ และจะร่วมแรงร่วมใจกันทำพฤติกรรมด้านความปลอดภัย ด้วยจิตสำนึกที่ดี”


การสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยนั้นในหลายๆ องค์กร ก็มีความพยายามหาวิธีการต่างๆนำมาใช้ เช่น การสร้างมาตรฐานต่างๆ, อบรมความปลอดภัย, ตรวจสอบความปลอดภัย, สนทนาความปลอดภัย (safety talk), จัดบอร์ด, การสังเกตพฤติกรรมความปลอดภัย และอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ หลายครั้งที่เราลืมนึกไปว่า เราออกคำสั่งมากไปหรือเปล่า, พนักงานเบื่อหรือไม่ที่ต้องปฏิบัติตาม, เราจัดหนักไปหรือเปล่า, พนักงานทราบหรือไม่ว่าทำไมเขาต้องปฏิบัติ, พนักงานอยากที่จะเสนอแนะอะไรบ้างหรือไม่, อะไรเป็นสาเหตุพื้นฐานของพฤติกรรมเสี่ยง และในตอนเราไม่ได้ตรวจสอบพนักงานยังคงมีพฤติกรรมปลอดภัยเหมือนที่เราเห็นหรือไม่
 ภาพ : www.3M.com


“การสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย” จากวิธีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้บริหาร และหัวหน้างาน ควรที่จะเพิ่มเติมโดยการ “แสดงความรัก ความห่วงใย เข้าใจ ออกมาจากใจด้วยการกระทำที่ชัดเจน, ฟังให้มาก, พูดให้เขาคิดแต่ไม่สั่งให้เขาทำ, เสนอแนะให้เขายอมรับ และรับฟังที่เขาเสนอ, ชมเชยเมื่อมีโอกาส ไม่ต่อว่าถ้าต่อหน้าคนอื่น, เครียดไปไม่บรรเจิด สนุกเถิดจะเกิดผล”
การสร้างจิดสำนึกด้านความปลอดภัยต้องใช้เวลา การทำอย่างสม่ำเสมอ ถูกต้อง และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร จะช่วยให้งานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยประสบความสำเร็จได้ อย่ารีบร้อน หรือผลักดันมากเกินไป พนักงานจำเป็นต้องใช้เวลาการปรับเปลี่ยน และซึมซับการสร้างจิตสำนึกความปลอดภัย เพื่อให้กลายเป็นนิสัย และพฤติกรรมความปลอดภัยติดตัวตลอดไป


ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

การสูญเสียการได้ยิน และอุปกรณ์ป้องกัน



การป้องกันเสียงดัง ให้มีประสิทธิภาพนั้น ขึ้นอยู่กับว่านายจ้างให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพหู และการได้ยินของลูกจ้างมากน้อยแค่ไหน การสัมผัสเสียงดังเกินมาตรฐานเป็นระยะเวลานานๆ ย่อมส่งผลเสียให้ลูกจ้างเป็นโรคสูญเสียการได้ยินได้ทั้งแบบชั่วคราว และถาวร จากสาเหตุดังต่อไปนี้
  • ชนิดของเสียงดัง – ชนิดต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง เสียงกระแทก เสียงที่มีความถี่สูง และต่ำ
  • ความเข้มของเสียง – ระดับความดังมาก หรือสูงเกินกว่าระดับที่ร่างกายไม่ควรสัมผัสเกิน
  • สภาพแวดล้อม – พื้นที่ปิด โล่ง การสะท้อนเสียงของพื้นผิว
  • ระยะทางระหว่างหู และแหล่งกำเนิดเสียง – ห่างไกลมากน้อยเพียงใด
  • ท่าทางในกาทำงาน – ที่ทำให้เสียงดังเข้ามาใกล้หูมากที่สุด
  • อายุ – เด็กเล็กจะมีโอกาสสูงมากกว่าผู้ใหญ่ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดัง
  • โรคประจำตัว ภูมิคุ้มกันส่วนบุคคล
  • การสัมผัสเสียงดังจากแหล่งอื่นๆไม่เฉพาะในทีทำงาน เช่น บ้าน กิจกรรมต่าง และ สถานพักผ่อนต่างๆ
การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว (Temporary Hearing Loss)

เกิดจากการได้ยินเสียงดังที่สูงเกินกว่าค่าที่มาตรฐานกำหนดไว้ เช่น เสียงปืน เสียงกระแทก เสียงเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ โดยสาเหตุที่สูญเสียการได้ยินชั่วคราว เกิดจากที่เซลล์ขนที่อยู่ในหูชั้นใน ภายในคลอเคลีย เกิดการงอ ล้ม แล้วไม่คืนสภาพปกติ อันเกิดจากเสียงดังกล่าว หรือสารเคมีที่อยู่ในหูเกิดการเปลี่ยนสภาพไป ต้องใช้ระยะเวลาในการคืนกลับสู่ภาวะปกติ อาจใช้เวลาหลายวัน หรือหลายชั่วโมง หรือ 1-2 วัน
การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร (Permanent Hearing Loss)
เกิดจากการสัมผัสเสียงที่ดังเกินกว่ามาตรฐานในระยะเวลานานๆ โดยปกติแล้วมักพบในผู้ทำงานในอุตสาหกรรม โดยสาเหตุเกิดจากการที่เซลล์ขน เซลล์ประสาทเกิดการฉีกขาด ล้มแล้วไม่ลุก ถูกทำลาย หรือเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณเสียงไปยังสมองถูกทำลาย ปัจจุบันยังมีผลสำรวจที่น่าสันนิษฐานอีกว่า สารเคมีบางประเภทเช่น สารหนู ปรอท และคาร์บอนไดซัลไฟด์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ยัง รอการพิสูจน์
การควบคุมที่ใช้กันส่วนใหญ่ คือ การใช้อุปกรณ์คุ้มครองอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment)ที่ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายในการป้องกัน ถ้าหมดหนทางในก
ารป้องกันที่แหล่งกำเนิด ทางผ่าน หรือการบริหารจัดการไม่ได้แล้ว อุปกรณ์ลดเสียงที่รู้จักกันดี คือ
ปลั๊กลดเสียง (Earplugs)
รูหูของเรามีความยาวประมาณ 1 ¼ นิ้ว ส่วนเอียปลั๊กมีขนาดตั้งแต่ ½ นิ้ว ถึง ¾ นิ้ว นอกจากนี้แล้ว ปลั๊กลดเสียงแบ่งออกเป็นประเภทที่ใช้แล้วทิ้ง และประเภทที่สามารถนำกับมาใช้ใหม่ได้ และป้องกันเสียงที่มีความถี่ต่ำได้ดี
ประเภทใช้แล้วทิ้ง (Disposable earplugs)

รูป : ปลั๊กลดเสียงชนิดพีวีซีโฟมแัละโพลียูรีเทนโฟม

ส่วนใหญ่ทำด้วย โพลียูรีเทนโฟม และพีวีซีโฟม ทั้งสองค่าการลดเสียงประมาณ 28-33 เดซิเบล ทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่พีวีซีโฟมจะมีข้อดีกว่าตรงที่
- เมื่อสอดเข้าไปในรูหูแล้ว แรงดันในหูจะน้อยกว่าทำให้รู้สึกสบาย
- ติดไฟยาก ช่วยในการป้องกันสะเก็ดลูกไฟ
- ดูดซับน้ำได้ยากช่วยป้องกันการลื่นหลุดออกจากรูหูอันเนื่องจากเหงื่อ และความชื้น
การสวมใส่ควรให้เอียปลั๊กสอดเข้าไปในรูหูอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

ประเภทที่นำมาใช้ใหม่ได้ (Reusable earplugs)

รูป : ปลั๊กลดเสียงชนิดสามารถนำมาใช้ใหม่ได้
ส่วนใหญ่จะทำด้วย เธอร์โมพลาสติก, ยาง และ ซิลิโคน ค่าการลดเสียงอยู่ที่ระหว่าง 24-26 เดซิเบล ข้อเสียคือเรื่องของการสวมใส่อาจจะเจ็บหูเพราะมีความนุ่มน้อยกว่าประเภทใช้แล้วทิ้ง แต่มีข้อดีคือประหยัดและใช้ซ้ำได้ เอียปลั๊กที่มีความนุ่มมากจะผลิตจากซิลิโคนซึ่งใกล้เคียงกับผิวหนังมนุษย์ มีอายุการใช้งานได้นาน แต่ราคาค่อนข้างสูง

ครอบหูลดเสียง (Earmuffs)

ภาพ : ครอบหูลดเสียง

ลักษณะเป็นอุปกรณ์ครอบหูลดเสียงทั้งสองข้างก้านอาจทำด้วยพลาสติก หรือลวดสแตนเลส ลวดสแตนเลสจะมีข้อดีตรงที่ช่วยให้แรงบีบของครอบหูทั้งสองข้าง (Camping force) คงที่สม่ำเสมอ ไม่เกิดการขยายตัวในช่วงบ่ายเมื่อสวมใส่ทั้งวัน และสามารถนำกับมาใช้ซ้ำได้ เอียมัฟป้องกันเสียงทีมีความถี่สูงได้ดี และในการทำงานในที่มีเสียงดังมากๆ ต่อเนื่อง การสวมใส่เอียมัฟจะให้ความปลอดภัยมากกว่า เนื่องด้วยความกระชับ และป้องกันได้คงที่มากกว่า
อย่างไรก็ตามการเลือกค่าการลดเสียง หรือ NRR (Nois
e Reduction Rating) ที่เหมาะสมของอุปกรณ์ลดเสียง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำมาใช้งานจริง ตลอดจนมีการฝึกการป้องกันอันตรายจากเสียงดัง อบรมการสวมใส่อย่างถูกวิธีด้วย เพื่อป้องกันการสูญเสียการได้ยินของลูกจ้าง และเป็นไปตามการปฏิบัติตามข้อกำหนดของโครงการอนุรักษ์การได้ยินด้วย (Hearing conservation program)


ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์ อยากรับข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมรบกวนคลิ๊ก "like" ให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
Source : www.pramoteo.com