วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อใดต้องใส่หน้ากาก


ปัญหาโลกแตกที่นายจ้างและลูกจ้างเถียงกันก็คือว่า "เมื่อใดต้องใส่หน้ากาก?" นายจ้าง หรือหัวหน้างาน หรือ จป.บางคนบอกว่าสารเคมีมันเข้มข้นไม่เกินมาตรฐานไม่ต้องใส่ แต่พอนายจ้างหรือแขกมาเยี่ยมชมโรงงานก็มักจะมีให้ใส่ครบ และตัวนายจ้าง หรือผู้บริหารบางคนเองก็มักจะใช้รุ่นที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าลูกจ้างที่ทำงานที่มีความเสี่ยงมากว่า...ถ้าเราเป็นลูกจ้างเราจะคิดอย่างไร ต้องเกิดการเปรียบเทียบแน่นอน แล้วความสามัคคีในองค์มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เรามาดูที่ OSHA (Occupational Safety and Health Administration) กำหนดไว้ดีกว่า เพื่อใช้ในการตัดสิน ว่าลูกจ้างจำเป็นต้องสวมใส่หน้ากาก หรืออุปกรณ์ปกป้องระบบทางเดินหายใจให้เหมาะสมเมื่อใด OSHA กล่าวไว้ว่า เมื่อต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนที่ไม่เพียงพอ หรือที่ที่มีอันตรายจากฝุ่น ควัน ละออง ฟูม ก๊าซ ไอระเหย หรือสเปรย์ สารอันตรายเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคปอด หรือโรคอื่นๆ หรือทำให้เสียชีวิตได้ เมื่อการป้องกันเชิงวิศวกรรมไม่เพียงพอที่จะลดหรือ กำจัดสารพิษปนเปื้อนในบรรยากาศการทำงานออกไปได้ หน้ากากจึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้


ส่วนหน้ากากชนิดที่มีการส่งผ่านอากาศให้หายใจ (Supplied-air respirator) สามารถนำมาใช้ได้ในสภาวะที่ขาดออกซิเจน นอกจากนี้ในภาวะที่ขาดออกซิเจน หรือในสภาวะอันตรายอื่นๆในบรรยากาศอันตราย อัตราการเต้นถี่ขึ้นของหัวใจและอัตราการหายใจจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียหรือหายนะ ถ้าเกิดขึ้นในขณะที่ลูกจ้างกำลังทำงานที่เสี่ยงอันตราย (At risk) หรือ ปีนบันได ทำงานในที่สูง ที่อับอากาศ หรืองานใดๆที่เป็นอันตราย ยิ่งจะมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปอีก
ลูกจ้างจำเป็นต้องสวมหน้ากาก เมื่อการป้องกันเชิงวิศวกรรมไม่เพียงพอ (Inadequate of engineering control) ส่วนวิธีการที่จะควบคุมบรรยากาศที่ปนเปื้อนสามารถทำได้โดยการปกคลุม ระบายอากาศ หรือจำกัดพื้นที่บริเวณนั้น หรือ กระทำโดยให้ระดับความเป็นพิษของสารนั้นลดลง
หน้ากากมีข้อจำกัด (Respirator limitation) และไม่สามารถที่จะใช้แทนที่ได้ดีกว่าการป้องการเชิงวิศวกรรม (Engineering control) หรือควบคุมที่การทำงาน (Operation control) บางครั้งมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ในการควบคุมหรือลดประมาณสารปนเปื้อนให้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานด้านสุขภาพในการทำงาน (Occupational Exposure Limited) เช่น ระหว่างทำการซ่อมบำรุง ภาวะฉุกเฉิน หรือในขณะที่การป้องกันเชิงวิศวกรรมกำลังถูกติดตั้ง หน้ากากอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้
เมื่อการใช้หน้ากากได้ถูกระบุจำเพาะไว้ในวิธีการทำงาน (Operating instruction) การเลือกใช้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นดังต่อไปนี้
  • เขียนขั้นตอนจำเพาะในการทำงาน
  • การประเมินผลของรายการปฏิบัติ
  • การเลือกหน้ากากที่เหมาะสม ที่ได้รับรองมาตรฐานจาก NIOSH
  • การอบรม
  • การทดสอบความกระชับของหน้ากาก
  • การตรวจสอบ การทำความสะอาด การบำรุงรักษา และการจัดเก็บ
  • การประเมินทางการแพทย์
  • การเฝ้าระวังในการทำงาน
  • คุณภาพมาตรฐานของอากาศ



สรุป
  • การสวมใส่หน้ากากไม่ได้หมายความว่า ต้องสวมใส่เมื่อระดับความเข้มข้นของสารปนเปื้อนในอากาศสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้เท่านั้น เพราะร่างกายแต่ละคนมีความต้านทานไม่เท่ากัน
  • การป้องกันเชิงวิศวกรรมมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด และต้องเป็นตัวเลือกแรกในการป้องกัน
  • การใช้หน้ากากทุกครั้งต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพราะถ้าใช้ผิดประเภท ผิดวิธี อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ เป็นโรค หรือเสียชีวิตได้
  • การจัดทำโปรแกรมปกป้องระบบทางเดินหายใจ และอบรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สวมใส่หน้ากาก และผู้เกี่ยวข้อง
เขียนโดย
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และวิทยากรด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย


อ้างอิง




วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อันตรายจากงานในโรงหลอม และ การหลอมโลหะ




ภาพ : www.nezavisne.com


คนงานหลายคนในโรงหลอมสัมผัสมลภาวะทางอากาศในการทำงาน เช่น. ควัน, ฝุ่น, SPM, RSPM, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ออกไซด์ของไนโตรเจน, ไฮโดรคาร์บอน และ โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว, แคดเมียม, โครเมียม, สารหนุ และนิเกิ้ล การสัมผัสสารปนเปื้อนเหล่านี้เป็นระยะเวลาที่ยาวย่อมนานส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น โลหะหนัก ทำให้เกิดอาการเป็นพิษได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

การแพร่กระจายของก๊าซและฝุ่นบางชนิดอาจเป็นสาเหตุอันดับแรกของอันตรายต่อสุขภาพของคนงาน (Occupational health hazards)ในอุตสาหกรรมการหลอมโลหะและพื้นที่รอบๆ ทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคฝุ่นจับปอด (Black lung), ไข้จากโลหะ, โรคปอดฝุ่นหินทราย (silicosis), โรคปอดจากการประกอบอาชีพ(pneumoconiosis) เป็นต้น
ภาพ : www.alha.org

ทั้งหมดนี้เป็นอนุภาคที่สามารถหายใจเข้าไปได้ อันตรายบางอย่างโดยทั่วไปเกิดจากการสัมผัสกับร่างกายและมีอันตรายต่อสุขภาพดังต่อไปนี้
  • ระคายเคืองตา
  • ปวดศีรษะ
  • ระคายเคืองคอ และจมูก
  • ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ
  • ไฮโดรเจนซัลไฟด์, แอมโมเนีย และเมอแคปเทนส์ สามารถทำให้เกิดการความรำคาญในการได้กลิ่นแม้ว่าจะมีความเข้มข้นต่ำ
  • อุณภูมิที่สูงขึ้น ทำให้เกิดความเมื่อยล้า และสูญเสียน้ำในร่างกายได้
  • อาการเรื้อรังของโรคปอดอักเสบ เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง, หอบหืด เกิดจากการหายใจก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ไนโตรเจนออกไซด์ และโฟโตเคมีคัลออกซิแดนท์ เข้าไปในระดับที่ความเข้มข้นสูง
  • คาร์บอนมอนอกไซด์ สามารถเข้าสู่ฮีโมโกบินในเลือดได้โดยง่าย จึงทำให้เกิดความทรมานต่อหัวใจและปอด
  • อนุภาคของฝุ่นทำให้เกิดโรคปอดที่เกิดจากฝุ่น ทราย, แอสเบสโซซิส ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอนุภาค และเส้นใย
  • สารบางตัวเป็นสารก่อมะเร็ง เช่น PAH’s, Cr(VI) และ แคดเมียม
  • ไฮโดรเจนฟูลออไรค์ ทำให้เกิดโรคที่กระดูก (fluorosis) และเกิดรอยที่ฟันได้ (mottling of teeth)
  • โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว, แคดเมียม, ปรอท, โครเมียม, นิเกิ้ล, แมงกานีส สามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจ, ดูดซึมทางผิวหนัง, หรือการกลืนกินโดยผ่านทางห่วงโซ่อาหาร เหล่านี้เป็นสาเหตุของการเกิดพิษอย่างเฉียบพลัน และเรื้อรังได้
จำไว้ว่า : งานหลอมโลหะอันตรายต่อสุขภาพมากถ้าขาดมาตรการป้องกันที่ดีพอ

เรียบเรียงโดย
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และวิทยากรด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย


References :
ภาพ
เนื้อหา

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การฟื้นฟูและทำความสะอาดภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ตอนที่3

ภาพ : www.oknation.net

จาก 2 ตอนที่ผ่านมาเราได้คุยเกี่ยวกับโรคที่เกิดน้ำท่วม (flood water) และ อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)ไปบ้างแล้ว ตอนที่ 3 นี้เรามาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกน้ำยาที่จะใช้ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อกันดีกว่าครับ ผมขออนุญาตแนะนำวิธีการเลือกน้ำยาฆ่าเชื้อที่ดีให้นะครับ


คุณสมบัติของน้ำยาฆ่าเชื้อราที่ดีควรจะพิจารณาดังนี้
- สามารถทำลายเชื้อราได้รวดเร็วและหลายชนิด
- มีความคงตัวแม้อยู่ในสถาวะที่เป็นกรดหรือด่าง
- ประสิทธิภาพไม่ลดลงเมื่อสัมผัสสารอินทรีย์
- ไม่กัดกร่อนพื้นผิว ( โลหะ พลาสติก ยาง )
- ไม่ระคายเคืองผิวหนัง เยื่อเมือก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
- ไม่มีกลิ่นฉุน กลิ่นเหม็น
- ไม่มีผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสีย
- ราคาเหมาะสม

ตารางเปรียบเทียบน้ำยาฆ่าเชื้อราชนิดต่างๆ

น้ำยาที่มีฤทธิ์อ่อน
ความเข้มข้น สูตรผสม
วิธีการใช้งาน
ประสิทธิภาพ/ข้อดี
ข้อเสีย
1.น้ำส้มสายชู
7 %
ใช้กระดาษเช็ด
ใส่ขวดสเปรย์ ทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วเช็ดออก
กำจัดได้ 80%
ฆ่าสปอร์ไม่ได้
กลิ่นฉุน
มีความเป็นกรด
2. Tea tree oil
2 ช้อนชา ในน้ำ2 ถ้วย
ใส่ขวดสเปรย์ แล้วเช็ดออก
ฆ่าเชื้อราได้หลายชนิด
กลิ่นฉุน
ราคาแพง
3. Grapefruit seed extract
20 หยด ในน้ำ2 ถ้วย
ใส่ขวดสเปรย์ แล้วเช็ดออก
ไม่มีกลิ่น
ราคาแพง
น้ำยาที่มีฤทธิ์เข้มข้น
ความเข้มข้น สูตรผสม
วิธีการใช้งาน
ประสิทธิภาพ/ข้อดี
ข้อเสีย
1. แอลกอฮอล์
60-90%
เช็ดทิ้งไว้
5-10 นาทีแล้วเช็ด
ออกฤทธิ์รวดเร็ว
ราคาถูก
ไวไฟ, ระคายเคือง ตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ
2. โซเดียมไฮโปคลอไรค์ (สารประกอบคลอรีน)
1 ต่อ 10
ทาแล้วเช็ดออก
ฤทธิ์ในการทำลายเชื้ออย่างกว้างขวาง มีราคาถูก และออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว
เสื่อมสภาพเร็วเมื่อสัมผัสสารอินทรีย์
มีฤทธิ์กัดกร่อน
3. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
3-6%
ทาแล้วเช็ดออก
ไม่มีข้อมูล
ต้องทิ้งไว้นาน
4. ไอโอดอฟอร์
75 ppm
(ส่วนในล้านส่วน)
ทาแล้วเช็ดออก
ฆ่าสปอร์ได้
ต้องทิ้งไว้นานกว่า 10 นาท

คลิ๊กดูตารางฉบับเต็มครับ (Blog จำกัดพื้นที่ครับ)
จะเห็นได้ว่าน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมีหลากหลายชนิดขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานในการพิจารณาตามความเหมาะสม ถึงแม้ว่าทางกระทรวงสาธารณสุขจะแนะนำให้ใช้หน้ากาก N95 ในการป้องกัน แต่ในส่วนตัวแล้วผมขอเพิ่มเติมว่า หน้ากากมาตรฐาน P2 ก็มีประสิทธิภาพที่เทียบเท่าและไม่ด้อยไปกว่า N95 ในกรณีที่เราไม่สามารถหาหน้ากาก N95 ได้ครับ เพราะคิดว่าอะไรที่คนต้องการด่วนมันมักจะขาดตลาด เช่นเดียวกันครับในยุโรปมีการใช้หน้ากากมาตรฐาน P2 แทน N95 ในการป้องกัน Avian flu และ Sars และวัณโรคครับ
มากไปกว่านั้นอย่าลืมว่าอันตรายที่เกิดขึ้นจากการทำความสะอาดเชื้อราไม่ช้เพียงแค่ละออง (mist) จากเชื้อราที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่น้ำยาฆ่าเชื้อที่เราใช้เช็ดก็สามารถเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอได้ด้วย เช่น แอกอฮอล์, โซเดียมไฮโปคลอไรค์ (Chlorox), น้ำส้มสายชู ดังนั้นหน้ากาก N95 หรือ P2 อาจจะไม่เพียงพอเสียแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้ตลับกรองอากาศ (cartridges) ชนิดที่สามารถป้องกันไอสารอินทรีย์ (organic cartridge) สำหรับไอของแอลกอฮอล์ หรือป้องกันไอกรด (acid cartridge)ที่เกิดขึ้นของโซเดียมไฮโปคลอไรค์ และน้ำส้มสายชูด้วยครับ
หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องใช้เป็นหน้ากาก N95 หรือหน้ากากมาตรฐาน P2 ทำไมใช้ผ้าปิดจมูก หรือหน้ากากอนามัย (surgical mask) ไม่ได้หรือไง ผมขออธิบายดังนี้ครับว่าโดยปกติแล้วหลายประเทศจะยึดหลักตามคำแนะนำของหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ ขึ้นอยู่กับประกาศมาตรฐานของประเทศนั้นๆเป็นหลัก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเลือกใช้ตามมาตรฐานคำแนะนำของ CDC (Centers Diseases for Control and Prevention) และ WHO (World Health Organization) เป็นหลักครับเพราะเป็นหน่วยงานที่มีความน่าเชื้อถือมากที่สุด
"ห่วงบ้าน แต่อย่าลืมห่วงตัวเองนะครับ"
เรียบเรียง โดย ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
Sources :
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- 203.155.220.217/dental/image/image/data/.../jintana.doc
- ภาพหน้ากากhttp://www.esafetythailand.com

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การฟื้นฟูและทำความสะอาดภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ตอนที่2





จากตอนที่แล้วเราทราบแล้วว่าน้ำท่วมทำให้เกิดโรคร้ายที่ตามมาเช่น บาดทะยัก ฉี่หนู ไทฟอยด์ ไวรัสตับอักเสบ ไข้หวัดชนิดต่างๆ สำหรับตอนที่ 2 นี้เราจะเพิ่มสิ่งที่ควรระมัดระวังขึ้นอีก คือ เชื้อรา (fungi)” ที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยได้ เชื้อราเกิดขี้นบนพื้นผิวของวัสดุ และโครงสร้างต่างๆที่ถูกทำลาย หรือปนเปื้อนจากน้ำท่วม หรือการเน่าของผัก ขยะ ซากต่างๆ เชื้อราสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเราได้จากการหายใจเข้า แต่อย่างไรก็ตามเชื้อราส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายร้ายแรงนัก แต่บางชนิดก็ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่ปฏิบัติงานฟื้นฟู ซ่อมแซมภายหลังภาวะน้ำท่วมที่อาจมีอาการแพ้ได้ เช่น หอบ หืด หายใจลำบาก ระคายตา หายใจมีเสียงวี๊ดๆ ในกรณีที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วจะเกิดได้รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นหน้ากาก ถุงมือ และอุปกรณ์ป้องกันดวงตาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ให้น้อยที่สุด การสัมผัสนานๆและบ่อยๆ อย่างต่อเนื่องและมีเหงื่อออกด้วยอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ผิวหนังได้ แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถบรรเทาลงได้โดยการทำความสะอาดร่างกายอย่างถูกวิธีด้วยน้ำอุ่น และสบู่อ่อนๆ แล้วเช็ดให้แห้ง



จำไว้ว่า

  • ต้องหลีกเลี่ยง เชื้อราที่เกิดจากต้นเหตุที่กล่าวมา
  • ใช้หน้ากากมาตรฐาน N-95 NIOSH
  • ทิ้งของเสียทั้งหมดที่ชำรุด เพื่อลดการติดเชื้อ ถ้าอันไหนไม่มั่นใจก็ให้ทิ้งไป
  • พื้นผิวใดที่มีราไม่มากนักให้ขัดออกด้วยน้ำอุ่น และน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • ภายหลังเสร็จงานให้ล้างนิ้ว มือและหนังศีรษะด้วย
  • ถ้าพบว่าอาหารและน้ำดื่มมีการปนเปื้อนให้ทิ้งไป
สำหรับผู้ปฏิบัติงานให้พิจารณาสิงต่อไปนี้
  • ถ้าน้ำท่วมถึงขนาดที่ทำลายบ้านเรือนได้ ย่อมมีโอกาสที่เชื้อราเติบโตได้มากให้ปรึกษาบริษัทประกัน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเชื้อรา
  • ต้องสวมใส่หน้ากากมาตรฐาน NIOSH-approved Respiratory มาตรฐาน N-95 ตามข้อกำหนด ของ OSHA’s Respiratory Protection Standard (29CFR 1910.134) และสวมใส่ถุงมือยาง และแว่นตานิรภัย
  • กำจัดซากที่เปียกชื้น และมีเชื้อราโดยทิ้งในถุง และผูกให้เรียบร้อย หรือถุงที่ปิดฝามิดชิด
  • ถอด และทิ้งพวกวัสดุที่ทำงานสารอินทรีย์และมีพื้นผิวเป็นรูพรุน (porous organic materials) เพราะพวกนี้จะปนเปื้อนไปด้วยเชื้อราจำนวนมาก เช่น ฉนวน ระบบระบายอากาศ พรม เบาะ และที่นอน
  • ทำความสะอาดพวกวัสดุที่ไม่ทำจากสารอินทรีย์ (non-porous organic materials) ด้วยผงซักฟอก หรือคลอรีนเจือจาง
  • การใช้สารเคมีในการกำจัดเชื้อเหล่านี้ อย่าลืมสวมหน้ากาก NIOSH-approved ที่เหมาะสมและใช้คู่กับตลับกรองอากาศที่ถูกต้องตามชนิดของสารเคมี อย่าลืมแว่นตานิรภัย และถุงมือด้วยครับ
เรียบเรียงโดย
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย


Sources:
U.S. Department of Labor www.osha.gov.


วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การฟื้นฟูและทำความสะอาดภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ตอนที่ 1





ภาพ : www.aseanwatch.org

น้ำท่วมนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายนานับประการกับทรัพย์สินแล้ว มากไปกว่านั้นยังส่งผลต่อการติดเชื้อ และโรคร้ายต่างๆที่มากับน้ำ ตลอดจนแมลง สัตว์ กัด ต่อย เช่น ยุง หรือแม้กระทั่งสุนัข แมว หนูที่เกิดความเครียดไม่แพ้กับคนก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า(Rabies) ได้ ที่นำไปสู่การเป็นอัมพาตที่กล้ามเนื้อ และระบบทางเดินหายใจ

สิ่งแรกที่ต้องคิดคือการปกป้องตัวของเราเอง (Protect Yourself)
ทุกครั้งที่ทำความสะอาด ฟื้นฟูสภาพต่างๆภายหลังน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่าน โดยเฉพาะช่วงพักเบรก พักรับประทานอาหาร หรือภายหลังเลิกงาน และต้องมั่นใจด้วยว่าน้ำที่เอามาล้างต้องสะอาดและได้รับการับรอง หรือผ่านการต้มเดือดนานเกินกว่า 10 นาที
พนักงานที่ทำหน้าที่ทำความสะอาดและฟื้นฟูจะต้องสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) ในการปกคลุมร่างกาย โดยต้องเข้าใจว่าสารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ การสัมผัสร่างกาย หายใจ และกลืนกิน อุปกรณ์พื้นฐานประกอบไปด้วย ชุดคลุมร่างกาย, ครอบตานิรภัย, ถุงมือยาง, รองบู้ท และอุปกรณ์อื่นๆเพิ่มเติมที่ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน

น้ำท่วม (Flood water)
ส่วนใหญ่น้ำท่วมจะมีพวกจุลชีพ รวมไปถึงเชื้อแบคทีเรีย เช่น E. coli, Salmonella และ Shigella; ไวรัสตับอักเสบ A (Hepatitis A Virus) เชื้อไทฟรอย์ กับพาราไทฟรอย์ (Typhoid and paratyphoid) และ บาดทะยัก (tetanus) สัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเริ่มจะเป็นผู้ป่วยแล้ว คือ คลื่นไส้ (nausea), อาเจียน (vomiting), ท้องเสีย (diarrhea), ตะคริวที่ท้อง (Abdominal cramps), ปวดกล้ามเนื้อ (muscle aches) และมีไข้ (fever) อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกลินกินน้ำที่ท่วมโดยที่ไม่ตั้งใจจากการเปื้อนที่มือ หรือภาชนะและหยิบจับมารับประทาน แต่บาดทะยัก (Tetanus) จะเกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียแกรมบวกชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนชื่อว่า Clostridium tetani แทรกซึมเข้าไปในชั้นของผิวหนังที่ฉีกขาด ขีดข่วน ถลอก หรือเป็นแผล บาดทะยักเป็นเชื้อที่มีผลต่อระบบประสาท และกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ โดยอาการเริ่มแรกจะมีอาการปวดศีรษะก่อน และจะเริ่มกลืนกินลำบาก และอ้าปากไม่ได้ ซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช้เกิดจากเหล็กที่มีสนิมแต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ตะหาก
นอกจากนี้น้ำท่วมยังมีการปนเปื้อนของเสียจากการเกษตร และสารเคมีจากอุตสาหกรรม ผู้ป่วยจะมีอาการตามชนิดของสารเคมีที่สัมผัส โดยส่วนใหญ่จะมีอาการที่เกิดจากแพ้พิษสารเคมี ปวดศีรษะ เป็นผดที่ผิวหนัง คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย หรือตื่นตระหนกตกใจ

การฟื้นฟู และทำความสะอาดภายหลังน้ำท่วม (Flood Cleanup and recovering)
แม้ว่าน้ำท่วมส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เกิดโรคระบาดร้ายแรง หรือเกิดพิษจากสารเคมีมากนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเจ็บป่วยของผู้ปฏิบัติงานที่สัมผัสกับมัน อันเกิดจากอันตรายจากไฟฟ้า และอัคคีภัยได้จากการเชื่อมโยงกับสายไฟฟ้า
ยุง และแมลงกัดต่อยสามารถป้องกันได้โดยการสวมเสื้อคลุมยาว (long-sleeved shirts) และ กางเกงขายาวคลุม (long pants) และยาทา หรือฉีดกันยุงพอช่วยได้บ้าง อย่าลืมล้างมือด้วยน้ำสะอาดด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง และภายหลังการเข้าห้องน้ำ สำหรับเด็กเล็กต้องป้องกันไม่ให้เข้าไปเล่นในที่น้ำท่วมโดยเด็ดขาด และของเล่นที่โดนน้ำท่วมต้องล้างให้สะอาด และฆ่าเชื้อด้วย

ถ้ามีอาการตามที่กล่าวมา
ให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และไปพบแพทย์ ถ้าพบบาดแผลฉีกขาด ถลอก ที่อาจนำไปสู่การเป็นบาดทะยักจำเป็นต้องรับวัคซีนป้องกันการเกิดบาดทะยัก ถ้าวัคซีนที่เคยได้รับมาแล้วนานกว่า 5 ปี

จำไว้ว่า
• ก่อนที่จะเข้าทำงานในพื้นที่น้ำท่วม ต้องแน่ใจว่าวัคซีนที่เราเคยได้รับจากการป้องกันเชื้อบาดทะยักยังมีภูมิป้องกันให้เราอยู่
• น้ำมีความไม่ปลอดภัย จนกว่าได้รับการประกาศ ยืนยัน และได้รับการรับรองแล้วจากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในท้องถิ่น
• ไม่ใช้น้ำเหล่านี้ชำระล้างร่างกาย ภาชนะ เตรียมอาหาร แปรงฟัน หรือทำน้ำแข็ง
• เตรียมน้ำสะอาดให้เพียงพอสำหรับบริโภค และอุปโภค
• กระตือรือร้นในการป้องกันในกรณีที่สารเคมีปนเปื้อน หรือเชื้อโรคมากับน้ำท่วม
• ทำป้ายเตือนในพื้นทีที่อาจมีความเสี่ยงจากสารเคมี ไฟฟ้า อัคคีภัย เช่น ถังโพรเพน หรือวัตถุมีพิษ หรือไวไฟควรได้รับการดำเนินการป้องกันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เรียบเรียงโดย
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

Sources:
U.S. Department of Labor www.osha.gov. For more complete information:DSTM 9/2005