วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จป.วิชาชีพ กับ ภาษาอังกฤษ rev1. ตอนที่ 1

นับย้อนไป 12 ปี เมื่อเข้าสู่การเป็น "จป.วิชาชีพ"  แบบเต็มตัวครั้งแรก...ผมไม่คิดว่าคนโง่ๆอย่างผม...จะได้งานรวดเร็วขนาดนี้...

ผมได้งานเป็นคนแรกๆของรุ่น ผมได้งานใน บ.อินเดีย ปัญหาเรื่องงานกับผมแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะในชีวิตจริงมีเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่หลวง แสนสาหัสมากกว่านั้นก็คือ "ภาษาอังกฤษ"
ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เรียงประโยคไม่เป็น เขียนไม่รู้เรื่องศัพท์ดีๆไม่มีในสมอง สำเนียงเสื่อม ฟังไม่เข้าใจ และสื่อสารอะไรไม่ได้เลย 
พอทำไปทำมาสักปี ความชอกช้ำ น้อยเนื้อต่ำใจ มันก็ทะลักออกมา...ทนไม่ไหว จึงตัดสินใจ ลาออกดีกว่าเพราะผมฟังสำเนียงอินเดียไม่รู้เรื่อง และเริ่มตั้งเป้าหมายว่า
"ทุกบ.ที่สมัครต้องมีคำว่า (Thailand) " เพราะบริษัทเหล่านี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษ อยากลองทำงานกับฝรั่งบ้าง อาจจะคุ้นกับสำเนียงเขามากกว่าสำเนียงอินเดีย 
ในที่สุดความพยายามของผมก็เป็นผล ผมได้งานที่ใหม่เป็น EHS officer มีนายเป็นคนฝรั่งเศส แต่ผมก็ยังโง่เท่าเดิม...ไม่เข้าใจว่าเขาคุยอะไรกัน...
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า "ไม่ต้องโทษใครแล้ว เรานั่นแหล่ะที่เป็นปัญหา" ไม่อยากแก้ตัวอีกแล้ว... 
"กูน่ะห่วยสุดๆแล้ว...เป็นเอามากเลยล่ะ..."
เขามองว่าภาษาผมไม่ได้เรื่อง ไม่ต่างจากคนงานเท่าไร...สงสารก็เลยส่งผมไปเรียนแบบตัวตัวที่โรงเรียนสอนภาษา พอบ่ายปุ๊ปออกไปเรียนเลย  มึงไม่ต้องทำงาน ให้รีบไปเรียน และตั้งใจเรียนมากๆ... 
ไม่่นานนัก...ผมโชคดีมากที่ได้รับเลือกให้ไปเรียนงานที่ต่างประเทศ เขากำลังจะส่งผมไปเรียนระบบ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย ที่สวิตเซอร์แลนด์(บาเซิล) และอังกฤษ(แมนเชสเตอร์)  
เจ้านายใจดีมาก ถึงขนาดหาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้ผมในอังกฤษ อะไรช่างดีขนาดนี้ ผมเริ่มเห็นอนาคตแล้วว่า เราจะเก่ง เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ เราจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ...แต่โชคฃะตามันเล่นตลก... ฝรั่งที่นั่นไล่ตะเพิดไม่ให้ผมมา...เพราะเขาเคยคุยกับผมแล้ว...เขาไม่เข้าใจ...แถวนั่นเขาเรียกว่า...ไม่ได้เรื่อง...
สภาพจิตใจบอบช้ำ แสนสาหัส น้ำตาซึม ทำได้แค่เอามือปาดแก้มตัวเอง...น้อยใจในปมด้อย และชะตาชีวิตของตัวเองเป็นที่สุด ผมเริ่มท้อแท้หมดหวังกับชีวิต ไม่อยากจะอยู่ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากจะเจอหน้าใคร... แต่ไม่กี่วันถัดมา จุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง... 
กพ. 2004 เจ้านายส่งผมไป อบรมและทำ Workshop EHS ที่มาเลเซีย KL งานนี้เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ผมไปกับเพื่อนร่วมงานคนไทยอีกสองคน คนหนึ่งจบโทจากอเมริกา และทำงานที่นั่น 7 ปี สำเนียงอเมริกันล้วนๆ...ถ้าไม่ดูหน้านึกว่าฝรั่งที่ไหนมาพูดใกล้ๆ ส่วนอีกคนทำงานมา 10 กว่าปีในบริษัทต่างชาติ ภาษาเขาก็ดีเหมือนกัน...แล้วผมล่ะ...
ช่วงทำ Workshop ผมอยู่กลุ่มเดียวกับ ผู้เชี่ยวชาญจาก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และ ดร.จากเยอรมันอีกหนึ่งคน   ผมสารภาพตามตรงว่า "ผมฟังพวกมันไม่รู้เรื่องเลย" พอผมเอ่ยปากบ้าง...ฝรั่งตอบกลับด้วยคำที่สุภาพที่สุดว่า "Sorry I don't understand you" ทันทีที่ผมได้ยินประโยคนี้...แม้จะฟังไม่ชัดเจนนัก...แต่จิตใต้สำนึกของผมสั่งการก่อนที่สมองจะประมวลผล...คอที่ตั้งอยู่ร่วงลง มือชา...น้ำตาซึม...ต้องคอยกลืนมันลงไป...
กลุ่มทีทำงานกัน 4 คน ตอนนี้เหมือนมีแค่ 3 คน เพราะอีก 1 คนที่เกินมา มันไร้ค่า ไร้ประโยชน์ เกะกะ พูดไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง...จากจป.ที่เก่งที่สุดในบริษัท เคยได้รางวัลระดับจังหวัด สภาพตอนนี้ไม่ต่างกับหมาขี้เรื้อนหนึ่งตัวเท่านั้นเอง มันน่าทรมานใจมาก 3 วันที่ผ่านมา ผมไม่ได้พูดกับใครเลย สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้ผมเข้าใจว่าคำว่า "ส่วนเกิน"ได้ชัดเจนและดีที่สุด...
มื่อกลับมาเมืองไทย ผมรีบเดินไปคุยกับพี่คนนึงเขาจบที่อเมริกา อยู่ที่นั่นมา 7 ปี เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาของผม...เขาให้ประโยคเด็ดมาว่า "อย่ากลัว"  "คนที่ไม่กระโดดออกมาจากความกลัวจะไม่รู้จักความกล้า" จากนั้นผมก็มีความกล้ามากขึ้น ตัดสินใจเอาเงินที่หามาทั้งหมดมานับ ที่บ้าน พ่อ แม่ผม สงสารผมมาก และเห็นความตั้งใจจริงของลูก จึงช่วยสมทบทุนส่วนหนึ่ง ผมตัดสินใจทันที และตั้งเป้าหมายใหม่ว่า... 
"กูจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้...จากที่ต้องให้คนอื่นช่วยแปล...กูจะไปแปลให้พวกมันฟัง"
ผมรีบวิ่งไปหานายฝรั่งทันทีเลยและบอกว่า "ผมขอลาออกไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียครับ"  นายฝรั่งรีบดึงเอกสารมาเซ็นทันที...และบอกว่า... "รีบไปเลย คุณทำงานได้ดีมากนะปราโมทย์ แต่ภาษาอังกฤษคุณไม่ดี และเมื่อเรียนจบแล้วที่ไหนๆ ก็จะรับคุณ...เชื่อผม" จาก ความกลัวมันบีบคั้นผมจนเป็น...ความกล้า
เมื่อถึงซิดนีย์ ผมคบคนไทยน้อยมากเพราะอยากใช้ภาษาอังกฤษเยอะๆ เปิดวิทยุทิ้งไว้ทั้งคืน ดูหนังทุกวัน อ่านหนังสือทุกคืน เมื่ออยู่คนเดียวหรือเดินไปข้างนอกก็พูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตลอด จนบางครั้งฝรั่งหันมามอง  คงคิดว่าไอ้เวรนี้มันบ้าหรือเปล่า ผมนึกในใจว่า...มึงคอยดูไอ้บ้านี้ให้ดี...ไอ้บ้าคนนี้แล่ะจะมาคุยกับพวกมึง...
ภาษาผมเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมันเริ่มกลายเป็นความเชื่อมั่น แม้กระทั่งนอนหลับยังฝันเป็นภาษาอังกฤษเลย ในฝันแม่ผมยังคุยอังกฤษกับผมได้เลย...มันเหลือเชื่อมาก...
จากวันนั้นจนวันนี้ 12 ปีที่ผ่านมา...ผมรู้แล้วว่าภาษาอังกฤษเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิตทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องไปต่างประเทศเพื่อเรียนภาษานะครับ...แต่ไอ้คนที่ถูกฝรั่งไล่ตะเพิด ไม่ให้ไปเหยียบแผ่นดินของมันอย่างผม....มันสมควรไปจริงๆ
สุดท้ายนี้ผมสรุปได้ว่า... 
อาชีพ จป อย่างเราๆ ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะๆ อยากดูงานต่างประเทศ อยากอยู่ในบริษัทที่มีชื่อเสียง อยากพัฒนาตัวเองในระดับ World class... เราต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติ ถ้าใครภาษาอังกฤษดีก็จะได้เปรียบ...เวลาสัมภาษณ์งานในบริษัทเหล่านี้ 
บริษัทดีๆมีการแข่งขันสูงมาก  เพื่อนร่วมอาชีพเรา จบปริญญาโทกันเยอะ ถ้าเราไม่จบโท หรือเราจบโทเหมือนกัน มันก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นๆ... แล้วอะไรล่ะคือจุดขายของตัวเราที่จะทำให้ได้งานก็คือ "ความตั้งใจ ประสบการณ์ ผลงาน และภาษาอังกฤษครับ" เจ้านายต่างชาติทุกคนอยากได้คนที่คุยภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เรื่องงานไม่เท่าไรหรอกครับ เขาเตรียมพร้อมให้เราทำตามระบบอยู่แล้วครับ ว่าแต่เราพร้อมที่จะสื่อสารกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า?
เปลี่ยนปมด้อย...ให้เป็นแรงบัลดาลใจ...
เปลี่ยนจุดอ่อน...ให้เป็นจุดขาย...  
เปลี่ยนความกลัว...ให้เป็นความกล้า... 
เปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน...
ใครไม่เปลี่ยนความคิด...ชีวิตไม่เปลี่ยน...

บทความถัดไปผมจะมาเล่าเกี่ยวกับชีวิตที่ซิดนีย์ให้ฟังว่า... 
"คนโง่ๆ แบบผมไปทำอะไรไว้บ้าง แล้วผลลัพธ์คืออะไร?
คิดเห็นอย่างไร โดนหรือไม่โดน มาคุยกันได้ที่ 
Facebook 
https://www.facebook.com/pramoteo
www.pramoteo.com

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

ปลุกจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยให้กับตัวเอง


วันนี้ผมได้รับโอกาสอันดีจากโรงงานอิเล็กโทรนิคแห่งหนึ่งเพื่อมาพูด ปลุกจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยในการทำงานในเวลาสั้นๆ 1 ชม โดยใน 1ชม.ที่มีค่าต่อไปนี้ เหมือนเดิม ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่า ต้องพูดในเรื่องที่ผู้ฟังทุกคนฟังแล้วชอบ ได้ประโยชน์ และประทับใจ มากไปกว่านั้นจะต้องปลุกจิตสำนึกความปลอดภัยของทุกคนให้ตื่นขึ้นมาให้ได้ ดังนั้นผมจึงเลือกเรื่องง่ายๆที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวันที่น่าสนใจ และมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของทุกคนมากที่สุดมาเล่า

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องใหม่ที่หลักความปลอดภัยสมัยใหม่เริ่มนำมาใช้มากขึ้นแล้ว โดยให้ความสำคัญเกี่ยวกับ อารมณ์ และสติ เป็นสำคัญ ตามที่เราเคยได้ยินว่าสติมาปัญญาเกิด สติเตลิดมักเกิดปัญหา เพราะสติ มีผลต่ออารมณ์ อารมณ์มีผลต่อการกระทำ การรกระทำมีผลต่อผลลัพท์ แต่ ถ้าการกระทำที่เกิดจากอารมณ์ที่ไม่ดี หงุดหงิด รีบร้อน ผลลัพธ์ก็คือ อุบัติเหตุ บาดเจ็บ และเสียชีวิตจริงหรือไม่จริงต้องฟังเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้


ภาพประกอบ : prettygirl-online.com

ผู้หญิงคนหนึ่งขาวสวย หุ่นดี  เก่ง ฉลาด  งานการดี มีเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเป็นเครื่องรับประกัน  ในเช้าวันหนึ่ง ขณะกินข้าวอยู่ เธอเล่าปัญหาเรื่องที่ทำงานให้สามีฟัง แต่สามีให้ความสำคัญกับทีวีมากกว่า จึงไม่ได้ฟังเธอ เธอโกธรมาก เอะอะโวยวาย เธอโกธรจนหน้าขาวๆ สวยๆ ของเธอเป็นสีแดงกร่ำ เธอปัดจานกับข้าวหล่นแตกกระจัดกระจาย และรีบถอยรถออกออกไปทำงานทันที ทันใดนั้นเองรถคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาชนท้ายรถเธออย่างจัง รถเธอหมุนติ้ว ไปฟาดกับเสาไฟฟ้าหัก สามีตกใจรีบออกไปดูปรากฎว่า กระจกข้างที่เธอนั่งแตกกระจาย มีเลือดไหลออกมาจากขอบประตูด้านล่าง พอเปิดประตูออกมา เธออยู่ในสภาพแน่นิ่ง เลือดออกเต็มศีรษะ ไร้การตอบสนองใดๆ สามีจึงรีบพาไปหาหมอ หมอบอกว่า หมอได้ใช้ความพยายามสุดความสามารถแล้ว เธอยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ต้องเป็นเจ้าหญิงนิทรา และเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต หมอเสียใจด้วย สามีเข่าอ่อนลงไปฟุบลงไปทั้งยืน สิ้นหวัง ไร้เรี่ยวแรง น้ำตาไหลพรากที่สองแก้ม ปล่อยโฮกลางห้องพยาบาล โดยไม่อายใคร

ผู้หญิงสวย...เก่ง...มีอนาคต...ใครๆก็อยากได้ตัวไปทำงาน...มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าใครทั้งหมด...แต่สุดท้าย...เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณ...เป็นภาระของครอบครัว...ภาระของสังคม...ไร้ค่า...เพราะ...ความโกธรชั่ววูบได้ทุบจิตสำนึกความปลอดภัยเสียจนแตกกระจาย...ไม่มีชิ้นดี ด้วยสิ่งนี้ สิ่งเดียวที่เรียกว่าอารมณ์ ที่ขาดสติ

รีบร้อน รีบมากก็เหนื่อยมาก เหนื่อยมากก็หงุดหงิด หมดแรง ตาไม่มอง อารมณ์เสีย ทำอะไรก็ผิดพลาด แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ

สิ่งเหล่านี้คือวงจรที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ ก็คือเรื่องของ พฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดจาก สติ และอารมณ์นั่นเอง

ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมความปลอดภัย (BBS) กล่าวไว้ว่า

ถ้ามี 5 ไม่...จะไม่เกิดอุบัติเหตุ

1. ไม่รีบร้อน       
2. ไม่หงุดหงิด       
3.ไม่อ่อนเพลีย        
4. ไม่ละสายตา      
5. ไม่ขาดสติ





จำไว้ว่า เมื่อขาดสติ อารมณ์จะนำคุณไปสู่ หายนะ อุบัติเหตุ บาดเจ็บ และความตาย

www.pramoteo.com


วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

ปลุกจิตสำนึกการสวมใส่ PPE



วันนี้ได้มีโอกาสไปพูด "ปลุกจิตสำนึกการสวมใส่ PPE" สั้นๆ 1 ชม. ให้กับกลุ่มบริษัท Oil and Gas แห่งหนึ่ง เวลาค่อนข้างจำกัด ดังนั้นทุกนาทีต้องเป็นเรื่องที่ "คนฟังชอบ...ได้ประโยชน์... และประทับใจ" ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนการพูดทุกครั้ง

ผมอยู่ในวงการด้าน PPE มานาน เห็นอะไรมาก็มาก ฟังมาก็มากจากพนักงาน และผู้บริหาร ทั้งการบริหารจัดการที่ดี และการบริหารจัดการPPE ที่ต้องปรับปรุง

จากการเดินทางไปทั่วประเทศทำให้พบว่าปัญหาการบริหารจัดการเรื่อง PPE หลักๆมีดังนี้ คือ ไม่สวมใส่, ใช้ผิดประเภท, ใช้ผิดวิธี, ใช้ที่ชำรุด และ รู้และเข้าใจแต่ไม่ปฏิบัติตาม 

หัวหน้างาน หรือจป.บางคนก็จะโทษว่า พนักงานไม่ดี...สอนแล้วบอกแล้ว ซื้อให้แล้ว แต่ก็ไม่ยอมสวมใส่ แต่จากประสบการณ์ของผมกลับพบว่ามันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของ การปลูกฝังพฤติกรรมความปลอดภัย BBS หรือ Behavior-Based Safety ผู้บริหารโครงการเองรวมถึงหัวหน้างาน หรือจป.เองก็ยังไม่เข้าใจชัดเจนว่า PPE แต่ละชนิดมีการใช้งานอย่างไร และดูแลรักษาอย่างไรอย่างถ่องแท้... และยิ่งทำการเลือก PPE ให้พนักงานเองโดยที่เขาไม่มีส่วนร่วมในการเลือกคงจะเป็นอะไรที่ยากยิ่ง หากอยากที่จะให้เขาสวมใส่...

  ภาพ : อบรม PPE
หัวหน้างานบางคน เจอพนักงานไม่ใส่หน้ากากก็เข้าไปตำหนิเลยว่า "ใส่เดี๋ยวนี้!" แล้วก็เดินจากไปโดยไม่มีการพูดคุยเพื่อค้นหาสาเหตุแฝง เพื่อนำมากำจัดไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก (Action to prevent recurrence) 

บางคนดีหน่อยเขาไปบอกว่า "ถ้าไม่ใส่หน้ากากอาจจะเป็นโรคปอดอักเสบได้นะครับ" .... แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิมปัญหามันก็ยังเกิดซ้ำไป ซ้ำมา ไม่มีที่สิ้นสุด 

ผู้เชี่ยวชาญด้าน BBS กล่าวไว้ว่า..."ถามให้เขาคิด...ดีกว่าบอกให้เขาทำ" (Asking is better than telling) ธรรมชาติของคน...ไม่ชอบให้ใครมาบอก เคยสังเกตมั้ยครับว่า พ่อแม่ที่สอนลูกให้คิด... "ลูกจะประสบความสำเร็จมากกว่า...ลูกที่พ่อแม่บอกให้ทำ"

ลองถามใจตัวเองดูว่า...กี่ครั้งที่พนักงานไม่มีส่วนร่วมในการเลือก PPE...กี่ครั้งที่เราบอกให้เขาทำ หรือ นับครั้งไม่ถ้วนที่เราต้องเจอกับปัญหาเดิมๆ ลองสังเกตภาพด้านล่างนี้นะครับ ว่าคนขับ อยากจะบอกอะไร...เมื่อเขาอยู่บนถนนสขุมวิทในเวลาที่เลิกงานพอดี



เพื่อนๆหลายคน เข้าใจว่ารถติดมาก...วิ่งได้แค่ 4 กม/ชม เองเหรอ... บางคนสงสัยอีกว่าแกล้งขับช้าหรือเปล่า...เพราะคันหน้าก็อยู่ไกลออก...แต่แท้ที่จริงแล้วคนขับต้องการที่จะบอกว่า น้ำมันกูใกล้จะหมดแล้วเว้ย พวกมึงคิดอะไรกันอยู่! เกรียนจริงๆ...มีน้อยคนนักที่รู้ว่าน้ำมันจะหมด

เมื่อเราด่วนพิพากษา ผลที่ตามมา คือ ความหายนะที่จะเกิดขึ้นกับเรา และความปลอดภัยของพนักงานทุกคน




ปราชญ์จีนกล่าวไว้ว่า... ความสำเร็จเลยความล้มเหลวไปนิดเดียว...ดังนั้นเมื่อคุณรู้สึกว่าปัญหาด้าน PPE มันมากซะเหลือเกิน ให้คิดเสียว่าคุณใกล้ที่จะจัดการกับมันได้แล้วล่ะ...สวัสดี



www.pramoteo.com

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ใช้มือถือขณะขับรถ คุย แชท อันตรายมั้ย?



วันนี้นั่งดูรายการคิดเปลี่ยนโลกทางช่อง 5 ผมว่ามีประโยชน์มากแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่อาจทำให้ชีวิตเราและผู้อื่นยาวนานมากขึ้น วันนี้รายการได้เชิญคุณเก๋ ชลลดา เมฆราตรี ดาราภาพยนต์ และพิธีกร มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือในการขับขี่ ไม่ว่าจะพิมพ์ข้อความ แชท  คุยโทรศัพท์ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรเพราะคุณเก๋เป็นเหมือนดาราหลายคนที่มีคนติดต่อมาทางโทรศัพท์ทั้งวัน แม้ว่าขณะที่กำลังขับรถก็ตาม
ในรายการมีข้อมูลที่กล่าวถึงในหลายประเทศที่ต้องการจะแก้ปัญหานี้ ยกตัวอย่างเช่น
  • ญี่ปุ่น อิหร่าน โปรตุเกส ห้ามใช้มือถือไม่ว่ากรณีใดๆ รวมถึงสมอลล์ทอล์ค หรือบลูทูธด้วย
  • ออสเตรเลียทำการวิจัยออกมาแล้วว่าการใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น
  • อเมริกากำลังสร้างเครื่องตัดสัญญาณมือถือในรถขณะขับขี่ ให้ไม่สามารถใช้ได้เลย

สำหรับคนเมืองและคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตยุ่งทั้งวัน ขับรถ หัวเข่าหนีบพวงมาลัย มือจับข้าวใสปาก  บีบสิว ถอนขนจมูก ทามาสคารา แต่งหน้า ทาเล็บ ตัดเล็บ ทำผม  ซึ่งล้วนแต่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ในพริบตาทั้งชายและหญิง
ต้องระลึกไว้ว่า ทำแบบนี้ไมได้มีผลกระทบต่อคุณเพียงคนเดียว แต่คนอื่นๆ เช่น คนกวาดถนน คนทำสวน เด็ก สุนัข สัตว์ต่างๆ รถคนอื่น ก็มีโอกาศได้อุบัติเหตุในครั้งนี้ได้ ส่วนบ้านเราปรับกันเท่านี้ครับ 400 – 1000 บาท มันเทียบไม่ได้เลยกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น


ผศ.นพ.ปกรณ์ เจียระคงมั่น ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ร.พ. รามาธิบดี บอกว่า สมองส่วนหน้ามีความสำคัญในการ บังคับกล้ามเนื้อ จำเส้นทาง ตัดสินใจ แต่ถ้าเราแชทไปด้วยเป็นการเพิ่มงานให้สมองส่วนหน้าให้ทำงานมากขึ้นในเวลาเดียวกัน อะไรที่มันทำมากเกินไปความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้



เมื่อตาไม่มองเราก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น สมาธิไปอยู่ที่มือถือ


ถึงแม้ว่าตาจะมอง แต่ใจยังจดจ่อกับมือถือ จังหวะแวบไปดูก็มี


คำถามที่เป็นประโยชน์
  • อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราแชท หรือใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ หรือรถติดกำลังติด?
  • อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราเบรกไม่ทัน?
  • ถ้าคุณเสียชีวิตไป หรือได้รับบาดเจ็บ หรือชนคนตาย พ่อ แม่ พี่น้อง แฟน คนที่เรารักจะรู้สึกอย่างไร?
วิธีการป้องกัน
  • ถ้าใช้มือถือบ่อย แต่ต้องขับรถ ให้คนอื่นขับแทนจะดีกว่า
  • จอดรถในที่ที่ปลอดภัย แล้วจึงใช้มือถือ
  • มีสติและจดจ่อในการขับขี่ ตามองทางตลอด สมองคิดตัดสินใจในการขับ ไม่ขับเร็ว ช่วยเยอะเลยครับ
ตามหลักการของพฤติกรรมความปลอดภัย behavior based safety บอกไว้ว่าเมื่อใดที่เราละสายตาจากงานที่ทำ ขาดสติ สูญเสียการทรงตัว ผลที่ตามมาคือ "อุบัติเหตุ"  หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านนะครับ
ภาพประกอบจาก:  รายการคิดเปลี่ยนโลก ช่อง 5

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

www.pramoteo.com

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อใดต้องใส่หน้ากาก


ปัญหาโลกแตกที่นายจ้างและลูกจ้างเถียงกันก็คือว่า "เมื่อใดต้องใส่หน้ากาก?" นายจ้าง หรือหัวหน้างาน หรือ จป.บางคนบอกว่าสารเคมีมันเข้มข้นไม่เกินมาตรฐานไม่ต้องใส่ แต่พอนายจ้างหรือแขกมาเยี่ยมชมโรงงานก็มักจะมีให้ใส่ครบ และตัวนายจ้าง หรือผู้บริหารบางคนเองก็มักจะใช้รุ่นที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าลูกจ้างที่ทำงานที่มีความเสี่ยงมากว่า...ถ้าเราเป็นลูกจ้างเราจะคิดอย่างไร ต้องเกิดการเปรียบเทียบแน่นอน แล้วความสามัคคีในองค์มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เรามาดูที่ OSHA (Occupational Safety and Health Administration) กำหนดไว้ดีกว่า เพื่อใช้ในการตัดสิน ว่าลูกจ้างจำเป็นต้องสวมใส่หน้ากาก หรืออุปกรณ์ปกป้องระบบทางเดินหายใจให้เหมาะสมเมื่อใด OSHA กล่าวไว้ว่า เมื่อต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนที่ไม่เพียงพอ หรือที่ที่มีอันตรายจากฝุ่น ควัน ละออง ฟูม ก๊าซ ไอระเหย หรือสเปรย์ สารอันตรายเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคปอด หรือโรคอื่นๆ หรือทำให้เสียชีวิตได้ เมื่อการป้องกันเชิงวิศวกรรมไม่เพียงพอที่จะลดหรือ กำจัดสารพิษปนเปื้อนในบรรยากาศการทำงานออกไปได้ หน้ากากจึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้


ส่วนหน้ากากชนิดที่มีการส่งผ่านอากาศให้หายใจ (Supplied-air respirator) สามารถนำมาใช้ได้ในสภาวะที่ขาดออกซิเจน นอกจากนี้ในภาวะที่ขาดออกซิเจน หรือในสภาวะอันตรายอื่นๆในบรรยากาศอันตราย อัตราการเต้นถี่ขึ้นของหัวใจและอัตราการหายใจจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียหรือหายนะ ถ้าเกิดขึ้นในขณะที่ลูกจ้างกำลังทำงานที่เสี่ยงอันตราย (At risk) หรือ ปีนบันได ทำงานในที่สูง ที่อับอากาศ หรืองานใดๆที่เป็นอันตราย ยิ่งจะมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปอีก
ลูกจ้างจำเป็นต้องสวมหน้ากาก เมื่อการป้องกันเชิงวิศวกรรมไม่เพียงพอ (Inadequate of engineering control) ส่วนวิธีการที่จะควบคุมบรรยากาศที่ปนเปื้อนสามารถทำได้โดยการปกคลุม ระบายอากาศ หรือจำกัดพื้นที่บริเวณนั้น หรือ กระทำโดยให้ระดับความเป็นพิษของสารนั้นลดลง
หน้ากากมีข้อจำกัด (Respirator limitation) และไม่สามารถที่จะใช้แทนที่ได้ดีกว่าการป้องการเชิงวิศวกรรม (Engineering control) หรือควบคุมที่การทำงาน (Operation control) บางครั้งมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ในการควบคุมหรือลดประมาณสารปนเปื้อนให้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานด้านสุขภาพในการทำงาน (Occupational Exposure Limited) เช่น ระหว่างทำการซ่อมบำรุง ภาวะฉุกเฉิน หรือในขณะที่การป้องกันเชิงวิศวกรรมกำลังถูกติดตั้ง หน้ากากอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้
เมื่อการใช้หน้ากากได้ถูกระบุจำเพาะไว้ในวิธีการทำงาน (Operating instruction) การเลือกใช้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นดังต่อไปนี้
  • เขียนขั้นตอนจำเพาะในการทำงาน
  • การประเมินผลของรายการปฏิบัติ
  • การเลือกหน้ากากที่เหมาะสม ที่ได้รับรองมาตรฐานจาก NIOSH
  • การอบรม
  • การทดสอบความกระชับของหน้ากาก
  • การตรวจสอบ การทำความสะอาด การบำรุงรักษา และการจัดเก็บ
  • การประเมินทางการแพทย์
  • การเฝ้าระวังในการทำงาน
  • คุณภาพมาตรฐานของอากาศ



สรุป
  • การสวมใส่หน้ากากไม่ได้หมายความว่า ต้องสวมใส่เมื่อระดับความเข้มข้นของสารปนเปื้อนในอากาศสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้เท่านั้น เพราะร่างกายแต่ละคนมีความต้านทานไม่เท่ากัน
  • การป้องกันเชิงวิศวกรรมมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด และต้องเป็นตัวเลือกแรกในการป้องกัน
  • การใช้หน้ากากทุกครั้งต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพราะถ้าใช้ผิดประเภท ผิดวิธี อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ เป็นโรค หรือเสียชีวิตได้
  • การจัดทำโปรแกรมปกป้องระบบทางเดินหายใจ และอบรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สวมใส่หน้ากาก และผู้เกี่ยวข้อง
เขียนโดย
ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และวิทยากรด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย


อ้างอิง