วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

อันตราย ยาเสพติดในมือคุณ


ยาเสพติดชนิดใหม่ได้ระบาดไปแล้ว ทั่วโลก…!  การออกฤทธิ์อย่างเฉียบพลันของมัน ทำให้เรามีอาการหงุดหงิด อารมณ์เสีย กระวนกระวาย ทุรนทุราย และตอนนี้มันหาซื้อได้ง่ายมาก มันกำลังอยู่ในมือของพวกเราหลายๆคน

ตอนนี้...มันติดหนึบกับชีวิตของเราแล้ว มันอยู่กับเราทั้งวันทั้งคืน ขัดขืนไม่ได้ มันควบคุมเราแทบจะทั้งชีวิต...

เจ้ายาเสพติดชนิดนี้ ที่อยู่ในมือของเรา มีชื่อว่า...สมาร์ทโฟน...
ลองหลับตา นิ่งๆ แล้วลองถามตัวเองดูสิว่า เราเคยห่างจากมันนานที่สุด กี่นาที...?

เรากำลังเสพติดเจ้าสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า...Facebook, Twitter, LINE, Youtube และอื่นๆมากมาย...  

ในอเมริกามีข้อมูลที่น่าสนใจมาก เกี่ยวกับการใช้ สมาร์ทโฟน ดังนี้

84 % ของกลุ่มตัวอย่าง ต้องพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เมื่อออกไปข้างนอก
50 ของคนอเมริกัน เอาสมาร์ทโฟนไปนอนด้วย 
20 ของกลุ่มตัวอย่าง เช็คสมาร์ทโฟนทุกๆ 10 นาที
20 ของกลุ่มตัวอย่าง ตั้งกลุ่มเพื่อแชท และส่งข้อความ



ภาพ: การระบาดของสมาร์ทโฟนในฮ่องกง


เป็นเรื่องที่น่าตกตลึง และประหลาดมาก เมื่อทุกคนนั่งกินข้าวด้วยกัน แทนที่จะนั่งมองหน้ากัน มองตากัน คุยกัน กลับกลายเป็นว่า ทุกคนจ้องลงไปที่สมาร์ทโฟน แล้วก็คุยแบบไม่ใช้เสียงกับคนที่อยู่ข้างใน ไม่เฉพาะบนโต๊ะกินข้าว แต่เราสามารถเห็นได้ที่หนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเป็นรถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง ทางเท้า สวนสาธารณะ หรือแม้แต่กระทั่งในโรงภาพยนตร์




ภาพ: แสงสะท้อนจากโทรศัพท์มือถือในโรงหนัง


เคยสังเกตมั้ยครับว่า นั่งอยู่ในโรงหนังมืดๆ แต่กลับมีแสงสว่างแวบๆ วาบๆ เป็นจุดๆ บ้างก็สะท้อนเข้าตาเรา บ้างก็สะท้อนไปที่จอหนัง มันน่ารำคาญจริงๆ ทั้งๆที่ในโรงหนัง มันก็บอกอยู่แล้วว่าให้ปิดโทรศัพท์ บางคนโมโหมากก็โวยวาย ต่อว่าไอ้คนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกติกา  แต่ดูเหมือนว่า จะไม่เป็นผลอะไร พวกเขาทำเหมือนเดิม

ที่ผมเล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องของพฤติกรรมของคนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป แต่เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนผลลัพธ์ก็เปลี่ยน อาจจะมีทั้งดีบ้าง และไม่ดีบ้าง แต่วันนี้ผมขออนุญาตเล่าเฉพาะส่วนที่ไม่ดี ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน และคนอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงนะครับ


The Institute of Advanced Motorists ของ UK ทำการวิจัยแล้วพบว่า

การใช้สมาร์ทโฟนขณะขับขี่ มีอันตรายสูงมากกว่าการขับขี่ในขณะที่ดื่มสุราในระดับปานกลาง มากถึง 37.6 % โดยเฉพาะการพิมพ์และส่งข้อความ 

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ UK ไม่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์สื่อสารใดๆเลย ในขณะขับขี่
เพราะว่า ในขณะที่เราขับขี่โดยใช้โทรศัพท์มือถือไปด้วยนั้น สมองจะทำงาน 3 อย่างในเวลาเดียวกัน คือ จับพวกมาลัย มองเส้นทาง และจดจ่อกับสมาร์ทโฟน และผลที่ตามมาคืออุบัติเหตุ ที่อาจถึงขั้นร้ายแรง พิการ หรือเสียชีวิตได้

บางครั้งอุบัติเหตุ ก็ไม่ได้เกิดจากการใช้สมาร์ทโฟนขณะขับขี่ แต่มันเกิดจากการเดินธรรมดาๆ แล้วใช้สมาร์ทโฟน ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม




ภาพ : Katherine Littewood สาวน้อยวัย 15 ปี ผู้เสียชีวิต


ที่ประเทศอังกฤษ มีข่าวที่น่าสลดใจเกิดขึ้น  

เมื่อ Katherine Littewood เด็กหญิงคนหนึ่งวัย 15 ปี  ได้ก้าวเท้าลงไปบนชานชลา และถูกรถไฟชนตาย ทั้งๆที่คนขับรถไฟ ได้ทำการกดแตร ให้สัญญาณ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่เธอไม่ได้ยิน และไม่เห็นสัญญาณไฟกระพริบด้วย

ภายหลังการสอบสวนอุบัติเหตุพบว่า ขณะที่เดินลงไปบนชานชลา เธอฟังไอพอด และใช้สมาร์ทโฟนแชทกับเพื่อน โดยไม่มองทางเดิน และไม่ได้ยินหรือเห็นสัญญาณใดๆเลย
ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าเด็กอายุ 11 ปีได้รับบาดเจ็บจากการเดินบนท้องถนนมากเป็น 3 เท่า มากกว่าตอนอายุ 10 ปี เนื่องมาจากโดยเฉลี่ยแล้วพ่อแม่จะซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกให้ลูก เมื่อลูกอายุ 11 ปี และบาดเจ็บจะเพิ่มอีกเป็น 6 เท่าเมื่อทำการส่งข้อความหรือแชท

นอกจากนี้ ยังมีบางคนตกลงไปในชานชลารถไฟอีกด้วย มีทั้งที่เดินตกลงไปเอง และเดินชนคนที่อยู่ตรงหน้า ทำให้เขาตกลงไป เพราะคนใช้สมาร์ทโฟนขณะเดิน จิตใจไม่จดจ่อกับความปลอดภัย แต่กำลังจดจ่อกับการมองโทรศัพท์




ภาพ:ป้ายรณรงค์การไม่ใช้สมาร์ทโฟนในญี่ปุ่น


ที่ประเทศญี่ปุ่น

ในปี 2010 กระทรวงการคมนาคมและการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ได้รับรายงานมาว่ามีคนตกลงไปในชานชลา ถึง 11 คน และในปีถัดมา 2011 จำนวนคนที่ตกลงไปในชานชลาสูงขึ้นถึง 18 คน
นอกจากนี้แล้ว University of Tsukuba ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับเด็กนักเรียนในโตเกียว และโอซาก้าพบว่ามากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ถูกเดินชนจากคนที่ใช้สมาร์ทโฟนในขณะที่เดิน

ในประเทศญี่ปุ่นเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก ถึงขนาดมีการประชุมกับตำรวจ บริษัทผลิตและให้บริการอุปกรณ์สื่อสาร บริษัทที่จัดสร้างถนน เพื่อค้นหาวิธีการในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนถึงขนาดคิดที่จะทำการแบนการใช้สมาร์ทโฟนขณะเดิน

ถึงเวลาหรือยังครับที่ประเทศของเรา ...
และพวกเราจะต้องกลับมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัย...

ถ้าคุณก้มหน้าก้มตาขณะเดิน...คุณจะไม่เห็นอะไรเลย...
เมื่อคุณไม่เห็น...ชีวิตคุณก็ไม่ปลอดภัย...


ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย

พฤติกรรมความปลอดภัย...สร้างได้...
ต่างที่คิด...ชีวิตจึงปลอดภัย...

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เส้นทางสู่ จป. มืออาชีพ...



ทุกวันนี้ มีหลายคนแชทเข้ามาถาม ไลน์มาคุย โทรมาปรึกษา และถามผมว่า... 
ถ้าอยากเป็นจป.มืออาชีพ ต้องทำอย่างไร...? 

ผมมักจะถามกลับไปว่า เป้าหมายชีวิตของคุณ คือ อะไร ? คุณเห็นภาพของคุณในอนาคตหรือยัง ถ้าเห็นแล้ว คุณเห็นมันชัดหรือเปล่า หรือยังไม่เคยเห็นมันเลย...?

ผมทำงานเป็น จป.วิชาชีพ มา 5 ปี  และเป็นที่ปรึกษาอีก 5 ปี ปัจจุบันตอนนี้กลายมาเป็นวิทยากร และนักเขียน...ชีวิตตอนนี้มีอิสระมาก ทำงานน้อย แต่ได้เงินเยอะ เพราะกระชากตัวเอง และครอบครัวออกมาจากชีวิตของการเป็นลูกจ้าง และงานประจำ... มีหลายคนอยากรู้ อยากทราบว่าทำได้อย่างไร...อยากมีชีวิตแบบนี้บ้าง...

ผมตอบกลับไปสั้นๆว่า...ให้ตั้งเป้าหมายชีวิต... 
ผมเคยอยากเป็น จป.วิชาชีพ ที่เป็นมืออาชีพ เก่งที่สุด ใครๆก็อยากได้ตัวไปทำงาน ต้องจ่ายแค่ไหนเขาก็ยอม 





ตอนนั้นจบมาใหม่ๆ ไฟแรงมาก แต่พอกลับมานั่งคิดๆดู ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น มีหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิต ทำให้ความคิดของผมต้องเปลี่ยนไป และต้องรีบพัฒนาตัวเองอย่างเร่งด่วน... 

ผมค้นพบว่าการพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด คือ 
ต้องหาบุคคลต้นแบบให้เจอ ต้องเข้าหาเขาให้ได้ และต้องทำให้ดีกว่าที่เขาทำ 

ดังนั้นคนไหนก็ตาม ที่เป็นบุคคลต้นแบบของผม ผมจะไปหาหนังสือของเขามาอ่าน มีกี่เล่มซื้อมาอ่านให้หมด ใน Youtube มีกี่ตอนเปิดมาดูให้หมด เขามีสัมมนาที่ไหนก็ไป ไปเรียน ไปถาม ไปฝากตัวเป็นศิษย์...

สุดท้ายผมค้นพบแล้วว่า...เป้าหมายชีวิตของผมไม่ใช่ จป.วิชาชีพ เพราะมันไม่ได้ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของผม ดังนั้นผมต้องเอาตัวของผมออกมาจากอาชีพนี้ให้ได้ และปรับทิศทางของสมองใหม่ให้ไปยังเส้นทางที่นำไปสู่เป้าหมายชีวิต




การมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนจะทำให้คุณรู้ว่า...
อะไรคือสิ่งที่คุณต้องทำ และมันมีองค์ประกอบอะไรบ้างที่นำไปสู่เป้าหมายชีวิต...

ดังนั้นตอนนี้หลายคนที่กำลังจะเริ่มทำอาชีพ จป. และอีกหลายคนที่ทำอาชีพนี้มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ผมไม่ได้ให้ความหมาย หรือชักชวนให้คุณเลิกอาชีพนี้...เพราะเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน... 

ถ้าคุณรักในอาชีพ จป. คุณรักที่จะช่วยเหลือผู้คน คุณรักที่จะให้ทุกคนปลอดภัย และมันทำให้คุณมีความสุข ตอบโจทย์ชีวิตได้ ก็ทำไปเถอะครับ อาชีพนี้วิเศษจริงๆ ยิ่งใหญ่มาก ได้บุญ ได้กุศลเต็มๆ...แต่ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในงานด้านความปลอดภัย อยากเป็นมืออาชีพ คุณต้องตั้งเป้าหมายของงานให้ชัดเจนด้วยครับว่า...



ภาพแบบไหนที่คุณอยากเห็นในโรงงานของคุณ...

  • ทุกคนสวมใส่ PPE 
  • ทุกคนช่วยกันดูแลความปลอดภัยซึ่งกันและกัน 
  • ทุกคนมองว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำงาน 
  • ทุกคนปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงาน และนโยบายความปลอดภัยอย่างชัดเจน

จงรีบสร้างภาพเหล่านี้ขึ้นมาในเนื้อสมอง สร้างให้ชัด สร้างให้คมที่สุด คิดถึงมันทุกวัน ทำมันให้ดีขึ้นทุกวันๆ อ่านหนังสือให้มาก และหลากหลาย ทำให้มากกว่าคนอื่นๆเป็น 2เท่า 3 เท่า  แล้วค้นหาสิว่าไอ้คนที่เก่งที่สุด ดังที่สุดในเรื่องความปลอดภัยเรื่องนั้นๆคือใคร... 

เมื่อรู้แล้ว จงวิ่งเข้าหาเขา เข้าสัมมนาที่เขาสอน หรือไปหาหนังสือที่เขาเขียนมาอ่าน...แค่นี้พลังในการทำงานของคุณจะพุ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ใครที่ไหนมาเจอ เขาจะทนไม่ไหว ทนดูไม่ได้ รีบตามมาจีบ รีบมารับคุณเข้าไปทำงาน ต้องเพิ่มเงินเดือนกี่เท่าเขาก็ยอม... 



จำไว้เสมอว่า...

ถ้าอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน...จงทำให้คนอื่นได้ประโยชน์จากเรา...
และสิ่งที่เขาได้ไป...จะต้องเหนือความคาดหมาย...และยิ่งใหญ่กว่าที่เขาต้องการ...

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
ต่างที่คิด...ชีวิตจึงปลอดภัย...


ข้อมูลเพิ่มเติม...






วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พฤติกรรมความปลอดภัย เป้าหมายชีวิต ภาษาอังกฤษ ตอนที่2...


หลายๆบริษัทต่างให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องความปลอดภัยฯ ที่เห็นกันมากๆก็ Safety first ปลอดภัยไว้ก่อน หรือจัดลำดับให้เป็น First Priority (อันดับความสำคัญแรกสุด) แต่ผมกลับมองว่านายจ้างบางทีก็ทำตามกระแส ทำตามความรู้สึก...

เราทำตามๆกันไป ใครๆเขาก็ทำกัน ใครๆเขาก็พูดกัน เราก็ว่าตามนั้นไป จะมีสักกี่่คนสามารถบอกได้ถึง Value (คุณค่า)ของ Safety ได้จริงๆบ้าง ถ้าเข้าใจและลึกซึ้งจริงๆ ป่านนี้ทำกันไปตั้งนานแล้วครับไม่ต้องบอก ไม่ต้องเตือน ไม่ต้องมีกฎ



คนคิดเป็น และคนคิดไม่เป็น...

คนคิดเป็นไม่ต้องไม่ต้องมีกฎ ไม่ต้องมีระเบียบ เขาทำเองเลย ถ้าไม่รู้เขาจะถาม
แต่คนคิดไม่เป็นจะทำตรงข้ามกันทั้งหมด ซึ่งน่าตกใจมากและน่าเป็นห่วงที่สุด ความคิดเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น. จะเห็นก็ตอนที่กระทำ

หลายคนเอาแต่สั่ง แต่ไม่เคยสอน แล้วอยากให้เขาทำ

เขาทำตามแน่ครับ แต่ทำตามเฉพาะตอนที่คุณอยู่ แต่พอคุณไม่อยู่ เขาไม่ทำ!



ถ้าไม่เคยสอน ไม่เคยพัฒนาคน อย่าไปว่าอะไรเขาเลย ทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่เขาแต่มันอยู่ที่เรา

อยากจะเปลี่ยนการกระทำต้องเปลี่ยนที่ความคิด
คนไหนเปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
คนไหนไม่เปลี่ยนความคิดชีวิตไม่เปลี่ยน


ตามที่เราเรียนๆกันได้...
โมเดลการเกิดอบัติเหตุมันเป็นแบบนี้...

Near miss => Minor Accident => Major Accident => Fatal 
เกือบ => อุบัติเหตุเล็กน้อย => อุบัติเหตุร้ายแรง => ตาย 


เรามั่นใจเหรอครับว่า มันต้องเรียงลำดับแบบนี้
บางครั้งพอเป็น Near miss ปุ๊บ มันก็โดดไป Fatal เลยนะ

ไม่เชื่อลองไปถามคนที่เหยียบ 180 ดูสิ
รถเขาแรงมาก...
สามารถพาคนขับจากชาตินี้...ไปถึงชาติหน้าได้...




คำถาม...
เราอยากให้พนักงานของเราคิดเป็นหรือคิดไม่เป็น?
อยากให้เขาปลอดภัยต้องเปลี่ยนที่ความคิด
ใครเปลี่ยนความคิดชีวิตปลอดภัย
ใครไม่เปลี่ยนความคิดชีวิตหายนะ

ที่สำคัญบรรดานายๆต้องเปลี่ยนก่อนนะครับ

ต่างที่คิด...ชีวิตจึงปลอดภัย...

www.pramoteo.com



วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พฤติกรรมความปลอดภัย เป้าหมายชีวิต ภาษาอังกฤษ ตอนที่1...


 


เมื่อ 23 พ.ย. 2555 ผมได้มีโอกาสกลับไปทดแทนคุณ คณะสาธารณสุขศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหิดล

ผมได้ไปบรรยาย
การปลูกฝังพฤติกรรมความปลอดภัย BBS (Behavior-Based Safety)
จากประสบการณ์จริง และบินไปศึกษาเพิ่มเติมจากต้นตำรับกับบริษัทที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในตำรา BBS ดีๆหลายเล่ม

ผมโชคดีมากที่ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงจากปรมาจารย์ชาวแคนนาดา วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้นำมาถ่ายทอดให้น้องๆทุกคนครับ

ตอนท้ายชั่วโมง
ผมได้แบ่งปันและเล่าประสบการณ์การทำงานด้านความปลอดภัยฯ อุปสรรคปัญหาต่างๆในการทำงานการทำงานกับผู้ใหญ่ การปรับตัว
และความสำคัญของภาษาอังกฤษจากประสบการณ์มากกว่า 10 ปี โดยตรงของผมที่ผมกระเสือกกระสนจากเมืองไทยหนีไปออสเตรเลียว่า...พลิกความคิด พลิกชีวิต เขาทำกันอย่างไร?



BBS (Behavior-Based Safety)

เป็นวิธีการที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยโดยอาศัยหลักการความปลอดภัย วิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง เข้มข้น เต็มระบบ

ผมเคยได้ยินหลายคนพูดว่า มันเป็นระบบที่ดีนะ แต่เอามาใช้กับคนไทยไม่ได้ ผมฟังแล้วเศร้าใจกับความคิดนี้มาก...


ลองนึกดู ถ้าเราบอกตัวเองทุกวันแบบนี้ บอกตัวเองคนเดียวไม่พอ ยังไปบอกกับชาวบ้านอีกว่า มันเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้หรอกทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำมันคงไม่มีทางเป็นไปได้เลย หรือไม่กล้าแม้แต่จะคิด....

ถ้าเชื่อแบบนี้จะทำอะไรก็ไม่มีทางสำเร็จ

ดังนั้นเปลี่ยนความคิดกันเถอะครับ


จำไว้ว่า

ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ คุณจะไม่มีทางลงมือทำ...
แต่ถ้าคุณคิดตรงข้ามกัน คุณจะไม่ได้ทำแค่คนเดียว...
จะมีหลายคนมาช่วยคุณ และลุยไม่เลิกจนกว่ามันจะสำเร็จ...

คนทั้งบริษัทจะตกตลึงกับความเก่งความสามารถของคุณ เลิกเถอะครับ การคิดตามความคิดของคนอื่น
โปรดอย่าได้เชื่อจนกว่าคุณจะได้ลงมือทำมัน

คุณจะไม่มีทางรู้โดยเด็ดขาดว่า
คุณจะบินไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ายังไม่เคยกางปีก
อุปสรรคยิ่งมากปัญหายิ่งเยอะ
แต่ถ้าแก้ได้ ผลลัพธ์ที่ได้คืนมา มันจะยิ่งใหญ่มาก



เชื่อผมเถอะครับ ฝรั่งนำ BBS ไปใช้จนประสบความสำเร็จได้ เขาก็คนเราก็คนแล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะครับ สมองคนไทยไม่ธรรมดานะ สุขภาพจิต อารมณ์ขัน และมีน้ำใจ 

แค่เอามาปรับ เอามาแต่ง เอามาปรุง เอามาใช้ให้เหมาะกับคนไทยก็ใช้ได้แล้วครับ

สำหรับ BBS สองชม.นี้ ผมไม่พูดอะไรมาก แต่ที่จำเป็นต้องพูดมาก คือ
การเปลี่ยนความคิด...

เปลี่ยนจากไม่ชอบกลายเป็นชอบ
เปลี่ยนจากไม่เชื่อกลายเป็นเชื่อ
เปลี่ยนจากอนตรายกลายเป็นปลอดภัย

สิ่งที่อยากให้เชื่อก่อนที่จะเข้าเนื้อหามีดังนี้ครับ
1. อุบัติเหตุและโรคจากการทำงานสามารถป้องกันได้
2. ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทุกคน
3. ผู้บริหาร หัวหน้างาน ต้องให้การสนับสนุน
4. ธุรกิจที่ดี ต้องมีความปลอดภัย
5. ทัศนคติที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
6. ความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขของการว่าจ้าง

เอาไว้ต่อตอนถัดไปนะครับ...
อ่านจบแล้วมาคุยกันที่...

www.pramoteo.com

ต่างที่คิด...ชีวิตจึงปลอดภัย...


วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จป.วิชาชีพ กับ ภาษาอังกฤษ rev1. ตอนที่ 1

นับย้อนไป 12 ปี เมื่อเข้าสู่การเป็น "จป.วิชาชีพ"  แบบเต็มตัวครั้งแรก...ผมไม่คิดว่าคนโง่ๆอย่างผม...จะได้งานรวดเร็วขนาดนี้...

ผมได้งานเป็นคนแรกๆของรุ่น ผมได้งานใน บ.อินเดีย ปัญหาเรื่องงานกับผมแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะในชีวิตจริงมีเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่หลวง แสนสาหัสมากกว่านั้นก็คือ "ภาษาอังกฤษ"
ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เรียงประโยคไม่เป็น เขียนไม่รู้เรื่องศัพท์ดีๆไม่มีในสมอง สำเนียงเสื่อม ฟังไม่เข้าใจ และสื่อสารอะไรไม่ได้เลย 
พอทำไปทำมาสักปี ความชอกช้ำ น้อยเนื้อต่ำใจ มันก็ทะลักออกมา...ทนไม่ไหว จึงตัดสินใจ ลาออกดีกว่าเพราะผมฟังสำเนียงอินเดียไม่รู้เรื่อง และเริ่มตั้งเป้าหมายว่า
"ทุกบ.ที่สมัครต้องมีคำว่า (Thailand) " เพราะบริษัทเหล่านี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษ อยากลองทำงานกับฝรั่งบ้าง อาจจะคุ้นกับสำเนียงเขามากกว่าสำเนียงอินเดีย 
ในที่สุดความพยายามของผมก็เป็นผล ผมได้งานที่ใหม่เป็น EHS officer มีนายเป็นคนฝรั่งเศส แต่ผมก็ยังโง่เท่าเดิม...ไม่เข้าใจว่าเขาคุยอะไรกัน...
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า "ไม่ต้องโทษใครแล้ว เรานั่นแหล่ะที่เป็นปัญหา" ไม่อยากแก้ตัวอีกแล้ว... 
"กูน่ะห่วยสุดๆแล้ว...เป็นเอามากเลยล่ะ..."
เขามองว่าภาษาผมไม่ได้เรื่อง ไม่ต่างจากคนงานเท่าไร...สงสารก็เลยส่งผมไปเรียนแบบตัวตัวที่โรงเรียนสอนภาษา พอบ่ายปุ๊ปออกไปเรียนเลย  มึงไม่ต้องทำงาน ให้รีบไปเรียน และตั้งใจเรียนมากๆ... 
ไม่่นานนัก...ผมโชคดีมากที่ได้รับเลือกให้ไปเรียนงานที่ต่างประเทศ เขากำลังจะส่งผมไปเรียนระบบ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย ที่สวิตเซอร์แลนด์(บาเซิล) และอังกฤษ(แมนเชสเตอร์)  
เจ้านายใจดีมาก ถึงขนาดหาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษให้ผมในอังกฤษ อะไรช่างดีขนาดนี้ ผมเริ่มเห็นอนาคตแล้วว่า เราจะเก่ง เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ เราจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ...แต่โชคฃะตามันเล่นตลก... ฝรั่งที่นั่นไล่ตะเพิดไม่ให้ผมมา...เพราะเขาเคยคุยกับผมแล้ว...เขาไม่เข้าใจ...แถวนั่นเขาเรียกว่า...ไม่ได้เรื่อง...
สภาพจิตใจบอบช้ำ แสนสาหัส น้ำตาซึม ทำได้แค่เอามือปาดแก้มตัวเอง...น้อยใจในปมด้อย และชะตาชีวิตของตัวเองเป็นที่สุด ผมเริ่มท้อแท้หมดหวังกับชีวิต ไม่อยากจะอยู่ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากจะเจอหน้าใคร... แต่ไม่กี่วันถัดมา จุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง... 
กพ. 2004 เจ้านายส่งผมไป อบรมและทำ Workshop EHS ที่มาเลเซีย KL งานนี้เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ผมไปกับเพื่อนร่วมงานคนไทยอีกสองคน คนหนึ่งจบโทจากอเมริกา และทำงานที่นั่น 7 ปี สำเนียงอเมริกันล้วนๆ...ถ้าไม่ดูหน้านึกว่าฝรั่งที่ไหนมาพูดใกล้ๆ ส่วนอีกคนทำงานมา 10 กว่าปีในบริษัทต่างชาติ ภาษาเขาก็ดีเหมือนกัน...แล้วผมล่ะ...
ช่วงทำ Workshop ผมอยู่กลุ่มเดียวกับ ผู้เชี่ยวชาญจาก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และ ดร.จากเยอรมันอีกหนึ่งคน   ผมสารภาพตามตรงว่า "ผมฟังพวกมันไม่รู้เรื่องเลย" พอผมเอ่ยปากบ้าง...ฝรั่งตอบกลับด้วยคำที่สุภาพที่สุดว่า "Sorry I don't understand you" ทันทีที่ผมได้ยินประโยคนี้...แม้จะฟังไม่ชัดเจนนัก...แต่จิตใต้สำนึกของผมสั่งการก่อนที่สมองจะประมวลผล...คอที่ตั้งอยู่ร่วงลง มือชา...น้ำตาซึม...ต้องคอยกลืนมันลงไป...
กลุ่มทีทำงานกัน 4 คน ตอนนี้เหมือนมีแค่ 3 คน เพราะอีก 1 คนที่เกินมา มันไร้ค่า ไร้ประโยชน์ เกะกะ พูดไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง...จากจป.ที่เก่งที่สุดในบริษัท เคยได้รางวัลระดับจังหวัด สภาพตอนนี้ไม่ต่างกับหมาขี้เรื้อนหนึ่งตัวเท่านั้นเอง มันน่าทรมานใจมาก 3 วันที่ผ่านมา ผมไม่ได้พูดกับใครเลย สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้ผมเข้าใจว่าคำว่า "ส่วนเกิน"ได้ชัดเจนและดีที่สุด...
มื่อกลับมาเมืองไทย ผมรีบเดินไปคุยกับพี่คนนึงเขาจบที่อเมริกา อยู่ที่นั่นมา 7 ปี เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาของผม...เขาให้ประโยคเด็ดมาว่า "อย่ากลัว"  "คนที่ไม่กระโดดออกมาจากความกลัวจะไม่รู้จักความกล้า" จากนั้นผมก็มีความกล้ามากขึ้น ตัดสินใจเอาเงินที่หามาทั้งหมดมานับ ที่บ้าน พ่อ แม่ผม สงสารผมมาก และเห็นความตั้งใจจริงของลูก จึงช่วยสมทบทุนส่วนหนึ่ง ผมตัดสินใจทันที และตั้งเป้าหมายใหม่ว่า... 
"กูจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้...จากที่ต้องให้คนอื่นช่วยแปล...กูจะไปแปลให้พวกมันฟัง"
ผมรีบวิ่งไปหานายฝรั่งทันทีเลยและบอกว่า "ผมขอลาออกไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียครับ"  นายฝรั่งรีบดึงเอกสารมาเซ็นทันที...และบอกว่า... "รีบไปเลย คุณทำงานได้ดีมากนะปราโมทย์ แต่ภาษาอังกฤษคุณไม่ดี และเมื่อเรียนจบแล้วที่ไหนๆ ก็จะรับคุณ...เชื่อผม" จาก ความกลัวมันบีบคั้นผมจนเป็น...ความกล้า
เมื่อถึงซิดนีย์ ผมคบคนไทยน้อยมากเพราะอยากใช้ภาษาอังกฤษเยอะๆ เปิดวิทยุทิ้งไว้ทั้งคืน ดูหนังทุกวัน อ่านหนังสือทุกคืน เมื่ออยู่คนเดียวหรือเดินไปข้างนอกก็พูดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษตลอด จนบางครั้งฝรั่งหันมามอง  คงคิดว่าไอ้เวรนี้มันบ้าหรือเปล่า ผมนึกในใจว่า...มึงคอยดูไอ้บ้านี้ให้ดี...ไอ้บ้าคนนี้แล่ะจะมาคุยกับพวกมึง...
ภาษาผมเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมันเริ่มกลายเป็นความเชื่อมั่น แม้กระทั่งนอนหลับยังฝันเป็นภาษาอังกฤษเลย ในฝันแม่ผมยังคุยอังกฤษกับผมได้เลย...มันเหลือเชื่อมาก...
จากวันนั้นจนวันนี้ 12 ปีที่ผ่านมา...ผมรู้แล้วว่าภาษาอังกฤษเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิตทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องไปต่างประเทศเพื่อเรียนภาษานะครับ...แต่ไอ้คนที่ถูกฝรั่งไล่ตะเพิด ไม่ให้ไปเหยียบแผ่นดินของมันอย่างผม....มันสมควรไปจริงๆ
สุดท้ายนี้ผมสรุปได้ว่า... 
อาชีพ จป อย่างเราๆ ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะๆ อยากดูงานต่างประเทศ อยากอยู่ในบริษัทที่มีชื่อเสียง อยากพัฒนาตัวเองในระดับ World class... เราต้องทำงานกับบริษัทต่างชาติ ถ้าใครภาษาอังกฤษดีก็จะได้เปรียบ...เวลาสัมภาษณ์งานในบริษัทเหล่านี้ 
บริษัทดีๆมีการแข่งขันสูงมาก  เพื่อนร่วมอาชีพเรา จบปริญญาโทกันเยอะ ถ้าเราไม่จบโท หรือเราจบโทเหมือนกัน มันก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นๆ... แล้วอะไรล่ะคือจุดขายของตัวเราที่จะทำให้ได้งานก็คือ "ความตั้งใจ ประสบการณ์ ผลงาน และภาษาอังกฤษครับ" เจ้านายต่างชาติทุกคนอยากได้คนที่คุยภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เรื่องงานไม่เท่าไรหรอกครับ เขาเตรียมพร้อมให้เราทำตามระบบอยู่แล้วครับ ว่าแต่เราพร้อมที่จะสื่อสารกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า?
เปลี่ยนปมด้อย...ให้เป็นแรงบัลดาลใจ...
เปลี่ยนจุดอ่อน...ให้เป็นจุดขาย...  
เปลี่ยนความกลัว...ให้เป็นความกล้า... 
เปลี่ยนความคิด...ชีวิตเปลี่ยน...
ใครไม่เปลี่ยนความคิด...ชีวิตไม่เปลี่ยน...

บทความถัดไปผมจะมาเล่าเกี่ยวกับชีวิตที่ซิดนีย์ให้ฟังว่า... 
"คนโง่ๆ แบบผมไปทำอะไรไว้บ้าง แล้วผลลัพธ์คืออะไร?
คิดเห็นอย่างไร โดนหรือไม่โดน มาคุยกันได้ที่ 
Facebook 
https://www.facebook.com/pramoteo
www.pramoteo.com