วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563

ขาขาด เพราะตาไม่มอง

เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ ล้วนเกิดจากการที่เรา "ไม่ได้มอง" หรือ "มองไม่เห็น" ทำให้เราไปอยู่ในจุดอันตรายและเกิดอุบัติเหตุ

ตาไม่มอง หรือ มองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่า หลับตา แต่เรามองอย่างอื่นมากกว่า สิ่งที่เราควรจะต้องมองในขณะนั้น

หลายคนสะดุดล้ม หรือ เดินชน ก็เพราะไม่เห็นคนที่เดินมา ไม่เห็นก้อนหินที่มันอยู่บนพื้นก็เลยสะดุด 

คนปัจจุบัน ละสายตาจากสิ่งที่ทำ เพราะ "เขามองที่มือถือ" 

โทรศัพท์มือถือฆ่าคน ไปไม่น้อยในแต่ละปี 

ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือในขณะขับขี่ อันนี้อันตรายที่สุด เพราะเราละสายตาจากทางที่เรามอง เงยหน้าขึ้นมาก็เกิดอุบัติเหตุ บางคนซวยหน่อย ไม่มีโอกาสเงยหน้าอีกเลย

ล่าสุด ผมเห็นข่าว คนจีนขาขาด 2 ข้างเพราะว่า สะดุดล้มบนลิฟท์ แล้วลิฟท์มันก็หนีบขาทั้งสอง หนีบเสร็จมันก็ขึ้นอัตโนมัติ เพราะ ระบบเซ็นเซอร์ไม่ทำงาน หรือว่าไม่มี 

จึงทำให้ ขาทั้ง 2 ข้างขาด


สาเหตุเกิดจากคนจีนคนนี้ ไม่ได้มองทางเดิน ในขณะเดินเข้าไปในลิฟท์ แต่เขามองที่โทรศัพท์มือถือ 

เนื่องจากไม่ได้มอง มองไม่เห็น และจิตใจไปจดจ่อกับสิ่งอื่นมากกว่าสิ่งที่ต้องทำ 


พี่คนหนึ่ง ทำงานที่ห้างสรรพสินค้า ฝากให้ผมมาบอกทุกคนว่า... 

เวลาขึ้นบันไดเลื่อน รบกวน อย่ามอง ใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะมีโอกาส สะดุดล้มรวมถึง นิ้วก้อยเท้าอาจจะเข้าไปติด กับช่องบันไดเลื่อนด้านข้าง 

และได้แย่กว่านั้น ปกติบันไดเลื่อน จะมีระบบเซฟตี้ เป็นขนสีดำข้างๆบันไดเลื่อน เพื่อเตือนให้เอาเท้าออก เวลาที่เท้าของเราเผลอไปโดน

แต่บางคนคิดว่า เป็น "ที่ขัดรองเท้า" เอารองเท้าเข้าไปแหย่ แบบนี้ยิ่งแย่ไปกันใหญ่

อย่าละสายตา โฟกัสในสิ่งที่ทำ เงยหน้าไม่มองโทรศัพท์ อุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์ OK!



พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้ ปราโมทย์โอภาสมงคลชัย

ติดต่ออบรมความปลอดภัย 
อบรม BBS อบรมจิตสำนึกความปลอดภัย
www.pramoteo.com

โทร 0896784547

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563

อย่ามองสิ่งผิดปกติ เป็นเรื่องปกติ


อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการทำงานอย่างปลอดภัย 

สิ่งเหล่านี้ คือ "ความผิดปกติ" แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราเข้าใจว่า สิ่งที่ผิดปกติ คือ สิ่งปกติ นั่นหมายถึง อุบัติเหตุ กำลังรอเราอยู่ข้างหน้า

เราคงเคยเห็น เหตุการณ์ที่เราเห็นว่า เป็นปกติ แต่จริงๆแล้วมัน "ผิดปกติ" ไม่ว่าจะเป็น 

การขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า ขับรถย้อนศร มอเตอร์ไซค์ซ้อน 3 ไม่สวมหมวกกันน็อค  ขายของบนถนน ทำงานบนที่สูงไม่มีอุปกรณ์กันตก  เดินเล่นโทรศัพท์มือถือ

และที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้ คือไม่สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5  เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่จะต้องเจอทุกปี 

ข่าวบางข่าวก็ไม่ดี ออกมาให้ข้อมูลบอกว่า จริงๆแล้ว มี PM 2.5 มีมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ยอมบอกว่าหลายปีที่ผ่านมา มันไม่เลวร้ายไม่สกปรกขนาดนี้ 

จนเรามองว่า ฝุ่น มันเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆแล้ว มันไม่ปกติ  

คนบางคนทำงาน ตะบี้ตะบัน ทำทั้งวัน ไม่ได้พักผ่อน 

แต่ละปี มีเวลากินข้าวกับครอบครัว  2 วัน มีเครื่องบินส่วนตัว และมีแผนว่า จะพาลูกสาวไปเที่ยวทะเล 

จนวันนึง มีอาการปวดศีรษะ อย่างรุนแรง 


คุณหมอบอกว่า คุณเป็นมะเร็งที่สมอง 

ตอนนี้ สิ่งที่อยากจะทำ ทำไม่ได้ เพราะบ้างาน คิดว่า การทำงานหนักเป็นเรื่องปกติ ขาดความสมดุลงาน สมดุลชีวิต  

สิ่งนี้เรียกว่า  "ผิดปกติ  และผลที่ตามมาก็คือ  สุขภาพ และความปลอดภัยที่ต้องสูญเสียไป 

อย่าไปเชื่อว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ คือสิ่งที่ถูกต้อง ลองคิด ลองวิเคราะห์ดูว่า มันใช่ไหม? มันเกินพอดีหรือเปล่า? 

ความปลอดภัยก็เหมือนกัน ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด 

อะไรที่เป็นพฤติกรรมเสี่ยง นั่นคือ "ผิดปกติ"

ปราโมทย์โอภาสมงคลชัย 
พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้ 

ติดต่อ อบรมความปลอดภัย 
อบรมจิตสำนึกความปลอดภัยBBS
www.pramoteo.com

สั่งสินค้าความปลอดภัย
www.esafetythailand.com

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563

การโค้ชเพื่อความปลอดภัย


หลายครั้งที่เราบอกให้พนักงานทำงานด้วยความปลอดภัย แต่เพราะเหตุใด เขาจึงยังทำงานไม่ปลอดภัยเหมือนเดิม

สาเหตุหลักเกิดจาก การที่เรา "บอกมากเกินไป" จนเขาไม่ได้คิด

รวมถึง เขาอาจจะคิดว่านี่คือ "คำสั่ง" เขาจะทำตอนที่เราสั่ง แต่พอเราไม่สั่ง เขาก็ไม่ทำ

แบบนี้ไม่ยั่งยืน เดี๋ยวก็เกิดอุบัติเหตุอีก

วิธีการหนึ่ง ที่จะมาช่วยได้ก็คือ "การตั้งคำถามให้เขาคิด" หรือที่เรารู้จักกันว่า"การโค้ช"

จริงๆแล้วการโค้ชมีอะไรหลายอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้ หัวใจสำคัญ คือ 

1. การฟัง
2. การตั้งคำถาม
3. การสะท้อน

นี่คือ 3 ปัจจัยสำคัญในบทความนี้ 

ตัวอย่างง่ายๆในการตั้งคำถาม 

ถ้าเราเห็นพนักงานทำงานด้วยความไม่ปลอดภัย 

- คุณเห็นอันตรายอะไรบ้างในการทำงาน?
- คุณคิดว่าอันตรายนี้ จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง?
- มีวิธีการใดบ้าง ที่ทำงานได้ปลอดภัยมากกว่านี้ ?
- คุณต้องการให้ผมช่วยเหลืออะไรบ้างไหม ?
- คุณคิดว่า ถ้าคุณทำงานด้วยความปลอดภัย จะมีผลดีอะไรบ้าง ?

คำถามเหล่านี้ เราสามารถนำมาใช้ได้ 

แต่การที่จะโค้ชใครได้นั้น สำคัญที่สุด คือ คนที่รับการโค้ช หรือ ที่เรียกว่า "โค้ชชี่" จะต้องเชื่อมั่นในตัวของโค้ชด้วย

นั่นหมายความว่า ต้องเป็นคนที่เขามีความเชื่อถือ โค้ชต้องเป็นคนดี และ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ช่วยให้เขารู้สึกเกิด "ความไว้วางใจ" กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น 

หลักการของการโค้ช ไม่ใช่เรื่องยาก แต่"ทักษะ"เป็นสิ่งยากกว่า โดยเฉพาะ "ทักษะของการฟัง" เพราะคนส่วนใหญ่ ฟังไม่เป็น

คนส่วนใหญ่ มักจะเชื่อว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ เราจะต้องพูดเก่ง แต่จริงๆแล้วการฟังเก่ง ช่วยทำให้เกิดความน่าเชื่อถือได้ดีกว่า

เคยมั้ย ? ในวันที่เราทุกข์ใจ เรามีปัญหา เราต้องการคนพูดให้เราฟัง หรือว่าเราต้องการคนรับฟังเรา เพื่อให้เราได้ระบายความอึดอัดในใจออกมา

แค่มีคนรับฟัง เราก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว


คนที่ทำงานด้วยความไม่ปลอดภัยจริงๆแล้ว เขาเองก็ต้องการจะระบายความรู้สึกของตัวเองเหมือนกัน ที่อึดอัดกับเรื่องความปลอดภัย เพราะเรา

คนที่เป็นโค้ชจะต้อง เป็น "เพื่อนคู่คิด" และ ตั้งคำถามให้เขาฉุกคิด ตระหนักรู้ เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมในการทำงานอย่างปลอดภัยสำหรับเขา ด้วยตัวของเขาเอง

พฤติกรรมความปลอดภัยสร้างได้ปราโมทย์โอภาสมงคลชัย

ติดต่ออบรมความปลอดภัย อบรมbbs
www.pramoteo.com

ผู้นำด้านความปลอดภัย Safety Leafership

การจัดการด้านความปลอดภัย ผู้นำด้านความปลอดภัยมีความสำคัญมาก 

โดยเฉพาะคนที่เป็นจป. วิชาชีพ ก็เป็นผู้นำเหมือนกัน ในบทความนี้ ผมขออนุญาต แบ่ง  ผู้นำด้านความปลอดภัย 3 แบบ

1.  ผู้นำแบบ Helicopter 
2.  ผู้นำแบบ Soldier
3.  ผู้นำแบบที่ปรึกษา

ผู้นำแบบ Helicopter 
จะคอยสอดส่องดูว่า ใครกำลังทำพฤติกรรมเสี่ยง พอเห็นแล้ว ก็จะเข้าจู่โจม ตำหนิทันที

ผู้นำแบบ Soldier
สั่งอย่างเดียวไม่สอนไม่บอก แต่บังคับให้ทำ ผู้นำแบบนี้ ทำให้ลูกน้องคิดไม่เป็น แล้วหมดความเชื่อมั่นในตัวเอง เขายอมทำเพราะกลัว ไม่ใช่เพราะเคารพ 

ผู้นำแบบที่ปรึกษา
รับฟังทุกปัญหา ให้คำแนะนำ ตั้งคำถามให้ฉุกคิด  ปลุกจิตสำนึกความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกน้อง ให้เขาได้คิด ได้ตัดสินใจ และเลือกวิธีการทำงานอย่างปลอดภัยที่เหมาะสมกับตนเอง

ผู้นำแบบ Helicopter และ Soldier 

นอกจาก จะไม่ช่วยสร้างความปลอดภัยที่ยั่งยืนแล้ว ยังทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองของพนักงาน คนเราถ้าขาดความเชื่อมั่น ก็มักจะไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง เขาก็จะไม่เห็นคุณค่าของความปลอดภัยด้วย 


ในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย อย่างยั่งยืน 

ผู้นำที่ดี ใช้หลักการเป็น "ที่ปรึกษา" ย่อมได้ผลดีที่สุด 

เพราะช่วยให้พนักงานรู้จักคิด และมีความเชื่อมั่นในตนเองคนเราถ้ามีความเชื่อมั่น จะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ 

ทุกวันนี้เราเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยแบบไหน ?

ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างพฤติกรรมความปลอดภัย

ติดต่ออบรมความปลอดภัย
www.pramoteo.com

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เซฟตี้ทอล์คโชว์ (Safety Talk show)



การกระตุ้นให้พนักงานสนใจเรื่องของความปลอดภัย มีหลายรูปแบบ เช่น

การฝึกอบรม นันทนาการ และ ที่เริ่มมีขึ้นแล้วในปัจจุบันก็คือ "ทอล์คโชว์ด้านความปลอดภัย" หรือ Safety talk show

โดยแต่ละรูปแบบ จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผมเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัวครับ


ถ้าเน้นสาระก็อบรม เน้นฮาก็ทอล์คโชว์ เน้นสนุกสนานก็นันทนาการ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าวิทยากรเป็นระดับเทพ เราจะได้ครบทั้ง "สาระ ความสนุก ความฮา" 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเลือกกระบวนการใด ในการกระตุ้นจิตสำนึกความปลอดภัย ต้องถามตัวเองก่อนว่า

1. เป้าหมายของบริษัท คือ อะไร? 
2. หากทำแล้ว ตอบโจทย์ที่บริษัทต้องการหรือเปล่า ?

ผมเคยคุยกับจป.คนหนึ่งว่า ทำไมจึงเลือกแต่การอบรมความปลอดภัย แทนที่จะ เลือกทอล์คโชว์ หรือ นันทนาการ?

เขาบอกว่า โดยส่วนตัวพนักงานต้องการความฮา ความสนุกสนาน ก็นำโครงการทั้ง 3 อย่าง ไปนำเสนอกับฝ่ายบริหาร

ฝ่ายบริหารบอกว่า ต้องตอบโจทย์สิ่งที่บริษัทต้องการได้ด้วย คือ กระตุ้นจิตสำนึกด้านความปลอดภัย

ดังนั้น จึงตัดสินใจเลือกการอบรม ที่มีการผสมผสานเรื่องของทอล์คโชว์ และการทำกิจกรรม ซึ่งไม่ต้องเน้นฮา หรือ สนุกจนเกินไป จนลืมสาระสำคัญ และประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับ ในการนำไปปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายด้านความปลอดภัยของบริษัท

ต้องถามตนเองก่อนนะครับว่า เราต้องการอะไร? นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และต้องตอบโจทย์ที่บริษัทต้องการได้ด้วย

หากอยากจะเป็นวิทยากรความปลอดภัยขั้นเทพ ต้องครบเครื่องทั้ง ทอล์คโชว์ อบรม และ นันทนาการ หากจะจัดสัมมนา ก็ต้องทำให้ดีที่สุด

เขียนโดย ปราโมทย์ โอภาสมงคลชัย
The Safety Coach : BBS
www.pramoteo.com

ติดต่ออบรมโทร 0896784547 หรือ LINE@ : @thesafetycoach